วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรดแมพ'ไทยออยล์'ปี57คงขีดแข่งขันดันรายได้โตต่อ

กล่าวถึงบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของไทย คงหนีไม่พ้น กลุ่มปตท.ที่ดำเนินธุรกิจพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

และผู้รับหน้าที่ในการผลิตขั้นกลางน้ำถึงปลายน้ำ เป็นหน้าที่ของ บมจ. ไทยออยล์ หรือ TOP ที่ดำเนินธุรกิจทั้งโรงกลั่น และผลิตภัณฑ์ตั้งต้นของกลุ่มปิโตรเคมี

ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนของไทยออยล์ มีกำไร 10,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.12% จากปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2556 ที่มีกำไร 2,798 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 271% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำไรสต็อกน้ำมัน (STOCK GAIN) 1,378 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (STOCK LOSS)

ด้วยธุรกิจของไทยออยล์ แทบจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าราคาน้ำมันโลกที่มีความผันผวน ยังเป็นต้นทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการบริหารธุรกิจ การบริหารต้นทุน รวมทั้งรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังเป็นโรดแมพของไทยออยล์

"วีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยออยล์ มองการเติบโตตลอดปีที่ผ่านมา และข้ามไปถึงปี 2557 ด้วยการยึดแนวทางรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และแนวทางการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต ทั้งในระยะกลางและระยะยาว รวมทั้งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ดังนั้นโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้และในอนาคต เป็นการต่อยอดธุรกิจให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยไม่ได้เน้นเพิ่มกำลังการกลั่น

สำหรับโอกาสเติบโตในภูมิภาคของไทยถือว่าได้เปรียบ เนื่องจากประเทศไทยมีการดำเนินโรงกลั่น และมีกำลังการกลั่นเกินความต้องการในประเทศ ถือว่าโชคดี กว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีสิงคโปร์เท่านั้นที่มีกำลังการผลิตเหลือเฟือ ขณะที่ประเทศอื่นมีแค่พอดีพอใช้ในประเทศเท่านั้น ทำให้ในประเทศอาเซียนจะมีกำลังผลิตไม่เพียงพอ

"มองในอนาคตความต้องการใช้พลังงานจะตึงตัว ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยออยล์ต้องจะมีการวางแผนรองรับไว้ ให้สังเกตว่าโรงกลั่นใหม่ๆ จะสร้างในภูมิภาคนี้ต้องคิดมากเพราะลงทุนสูง มีความผันผวน และต้องแข่งขันให้ได้ ธุรกิจนี้หากขีดความสามารถไม่ดี ประสิทธิภาพไม่ดี อยู่ได้ลำบาก"

เขาบอกว่าหากดูสถานการณ์โดยรวม การใช้น้ำมันของโลกโดยรวม ยังมีการเติบโตอยู่ แต่เป็นการเติบโตที่น้อยกว่าในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมแล้วโลกยังมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น อยู่ที่ประมาณ 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน อัตราการเพิ่มขึ้นอยู่ราวๆ 8 แสนบาร์เรลต่อวัน

ส่วนธุรกิจการกลั่น กำลังการผลิต ความต้องการในการใช้ยังอยู่ในช่วงสมดุล ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายและดีมานด์ยังเติบโตอยู่ เรียกได้ว่าสมดุลกันพอสมควร ไม่ค่อยห่วงปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย

ส่วนระดับราคาน้ำมันดิบมองว่าซัพพลายยังมีเพียงพอกับการใช้ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งซัพพลายจากสหรัฐ แม้จะเพิ่มมากขึ้นก็เชื่อว่าความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบก็จะยังอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะด้วยสภาพตลาดมีความสมดุล คาดว่าราคาสเปรดค่าการกลั่นในปี 2557 จะใกล้เคียงกับปีก่อน มีค่าการกลั่นพื้นฐานเมื่อหักเชื้อเพลิงแล้ว คาดว่าจะอยู่ที่ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกันเขากล่าวว่าปัจจุบันจะไปลงทุนสร้างโรงกลั่นใหม่ไม่ง่าย ขึ้นอยู่กับว่าสร้างที่ไหน ต้นทุนเท่าไร แม้ว่าซัพพลายจะเกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่เมื่อดูแล้วโรงกลั่นที่ผุดขึ้นใหม่จะเกิดขึ้นใน 2 โซนหลักๆ คือตะวันออกกลาง ที่มีต้นทุนน้ำมันดิบต่ำที่สุดในโลก อีกประเทศคือจีน ซึ่งมีจุดประสงค์แตกต่างกัน

โดยจีนต้องการสร้างโรงกลั่นเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ขณะที่ตะวันออกต้องการส่งขายนอกประเทศ ดังนั้นโรงกลั่นที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จากที่อื่นจากประเทศอื่นหายากมาก เพราะหากจะขึ้นมาต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงด้วย ซึ่งไทยออยล์ถือว่าเป็นผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดรายหนึ่ง ในแง่ประสิทธิภาพ ในแง่กำลังการผลิตที่เต็มแล้ว ที่สำคัญเป็นโรงกลั่นที่มีความปลอดภัยสูงสุด ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจโรงกลั่น

ขณะที่การเติบโตการใช้น้ำมันภายในประเทศก็ตกปีละ 4-5 % รวมทั้งบริษัทก็มีพลังงานที่ผลิตจากธรรมชาติ อย่าง ไบโอดีเซล และแก๊ซโซฮอลล์ ที่เข้ามาทดแทน ดังนั้นบริษัทเตรียมศึกษาการลงทุน เน้นต่อยอดธุรกิจเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่นสร้าง โรงงาน LED เป็นโครงการสำคัญ เป็นบริษัทร่วมทุน มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับโครงการ LED เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตผงซักฟอก จากปัจจุบันไทยต้องนำเข้าทั้งหมด ตรงนี้ก็จะเป็นแห่งแรกของไทย มีการวางแผนก่อสร้างแล้วเสร็จอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะขายสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ 60% ที่เหลือเป็นการส่งออก เน้นตลาดในภูมิภาค และเป็นโรงงานที่มีขีดความสามารถที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี

ส่วนการลงทุนโครงการอื่นๆ จะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงกลั่น คาดว่าจะใช้เงินรวมๆ 10,000 ล้านบาท เน้นเพิ่มประสิทธิภาพลดค่าใช้จ่าย ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น และโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นก็จะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลิตภัณฑ์ ตอนนี้มีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษา

นอกจากมีลงทุนในต่างประเทศมองไว้ 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย เวียดนามและ พม่า เพราะเป็นประเทศที่โต แต่กำลังกลั่นไม่พอ เพราะไม่มีโรงกลั่นไปเพิ่ม ยิ่งอินโดนีเซียราคาขายน้ำมันในประเทศ เป็นราคาควบคุมและชดเชย จะเข้าไปจริงขอดูก่อน แต่เริ่มมีสัญญาณที่ดีมากคือรัฐบาลเริ่มขยับปรับราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับราคาตลาด เพราะเมื่อเป็นเออีซีไม่ทำให้สอดคล้องกับราคาตลาดก็จะมีปัญหา

“ดูลึกลงไป บริษัทสนใจมอง 3 ประเทศหลัก คืออินโดนีเซียเพราะมีประชากรเยอะ ต้องนำเข้าน้ำมันและยังมีการเติบโตเศรษฐกิจ และเวียดนามมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน และพม่าที่แม้เศรษฐกิจจะเล็ก แค่ 1 ใน 7 ของไทย แต่มีศักยภาพดีและต้องนำเข้าน้ำมัน”

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงความเสี่ยงของไทยออยล์ในปีหน้า ไล่มาตั้งแต่ค่าเงินบาท เขาประเมินว่ามีผลต่อบริษัทไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น เพราะบริษัทดำเนินธุรกิจในไทย แต่ต้นทุนและรายได้เชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ คือซื้อวัตถุดิบเป็นเงินสกุลดอลลาร์ และขายผลิตภัณฑ์แม้จะเป็นบาทแต่คูณมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐ

เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่เชื่อมโยงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมาก ผลกระทบแม้เห็นบ้างแต่จะไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับบริษัทที่มีต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นบาท ซึ่งจะกระทบรุนแรงกว่าบริษัท

ส่วนประเด็นเรื่อง stock lose หรือ stock gain ที่เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการธุรกิจน้ำมัน ต้องดูว่าทิศทางราคาน้ำมันเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลก จึงส่งผลทำให้ราคาสต็อก เหวี่ยงไปมา

ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันโลกมีความเคลื่อนไหวทุกวัน บริษัทก็ต้องบันทึกตามราคาตลาด หรือ mark to market เป็นการทำตามบัญชีแต่การที่จะนำจำนวนน้ำมันสำรองที่มีอยู่ไปคูณราคาน้ำมันโลกที่เคลื่อนไหวตลอด ก็จะเห็นราคาขึ้นลง ทั้งที่จำนวนน้ำมันในสต็อกก็ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ที่เปลี่ยนไปคือราคาน้ำมันที่เหวี่ยงไปมา ก็จะเจอทั้งกำไร (gain) และขาดทุน (loss)

"ตามปกติบริษัทต้องเก็บน้ำมันดิบน้ำมันสำรอง เพื่อใช้และเก็บตามกฎหมาย วันนี้เก็บสำรองไว้ 18 วันและเดือนพ.ย.เป็น 24 วันตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของชาติรวมแล้วบริษัทเก็บสำรอง ราว 9 ล้านบาเรลล์"

ก่อนจากกัน เมื่อถามถึงผลประกอบการปีนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยออยล์ บอกชัดว่าเมื่อซัพพลายและดีมานด์อยู่ในภาวะสมดุล กำลังการผลิตโรงกลั่นและการใช้อยู่ระดับใกล้เคียง ที่ผ่านมามีการปิดซ่อมบำรุงทุกปี กำลังผลิตตึงตัวในแง่ค่าการกลั่น ราคาก็จะพุ่งขึ้นใกล้เคียงทั้งปี 2555 และปี 2556 ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพสมดุลตรงนี้ไปถึงปี 2557 ด้วย