เปิดโผหุ้นเด็ดรับมือการเมืองร้อน บล.เออีซี มองแนวโน้มดัชนีผันผวน แต่มีโอกาสลุ้นทะยานแตะ 1,760 จุด หลังคลื่นลมสงบ
นายกอบเกียรติ บุญธีรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี หรือ AEC เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,760 จุด โดยอิงจากสมมติฐาน คือ อัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 17.1% การขยายตัวของมูลค่าทางบัญชี 9% และต้นทุนความเสี่ยงผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ 12% เป้าดัชนีระดับนี้เทียบเท่ากับการซื้อขายที่ 15.2 เท่าของผลกำไร และ 2.45 เท่าของมูลค่าทางบัญชี พร้อมประเมินกรอบความเสี่ยงดัชนีมีจุดต่ำสุดที่ 1,320 จุด
ส่วนการเมือง มองว่า เป็นปัจจัยระยะสั้นที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน หากเลือกตั้งตามกำหนดในวันที่ 2 ก.พ.นี้ สถานการณ์จะคลี่คลายลง โดยประเด็นการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด หากยืดเยื้อมากกว่าครึ่งปี ภาพรวมการลงทุนจะเปลี่ยนไป
แนะ3กลยุทธ์ลงทุนรับมือการเมืองป่วน
ทั้งนี้ แนะนำ 3 กลยุทธ์การลงทุนหลัก ได้แก่ 1.เลือกหุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น และเติบโตแบบยั่งยืน เช่น EA, AI , SIM, BEAUTY, TTCL , PS และ NOK โดยมีผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยของกลุ่ม 36%
2.หุ้น Turnaround ต้องมีคุณสมบัติดี 3 ประการ คือปีนี้ผลการดำเนินงานฟื้นตัว, Valuation น่าสนใจ และมี High beta เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น ANAN,SPALI,CPALL,TUF,IVL และ BANPU โดยมีผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยกลุ่มที่ 40%
3.หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเออีซี ซึ่งบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเป็น AEC Winner ต้องมี 3 คุณสมบัติ ได้แก่ ความสามารถการแข่งขัน , สร้างกระแสเงินสดสูง และมีความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน โดย 3 อุตสาหกรรมหลักที่ได้ประโยชน์โดยตรง คือ สินค้าเพื่อการบริโภค รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง บริการการแพทย์และท่องเที่ยว
ขณะที่สื่อสารและบันเทิงได้รับประโยชน์ทางอ้อม โดยหุ้นที่แนะนำ คือ M,SIM,SCCC,CHG,JAS,NOK,TTCL มีผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยของกลุ่มที่ 33%
นอกจากนี้ กลุ่มให้น้ำหนักมากกว่าตลาด 4 กลุ่ม คือ ขนส่ง อาหาร แบงก์พาณิชย์ และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาดมี 3 กลุ่ม คือ ค้าปลีก โรงแรม และโรงพยาบาล และพบว่าหุ้นรายตัวที่น่าสนใจ คือ CHG,BH,CPALL,ERW คาดโดดเด่นกว่าอุตสาหกรรม
บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ มองแรงขายของกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ครบกำหนด 5 ปี จะกดดันตลาดหุ้นไทยเดือน ม.ค. คือ จากการตรวจสอบเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าในปี 2553 ราว 1.57 หมื่นล้านบาท จะครบกำหนด 5 ปีปฏิทินที่ขายออกได้ในปีนี้เป็นปีแรก อิงจากดัชนีโดยเฉลี่ยที่ปรับตัวขึ้น 72% ในช่วงเวลาข้างต้น จึงประเมินเม็ดเงินก้อนนี้จะโตขึ้นเป็น 2.7 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน และหากอ้างอิงจากฤดูกาลที่ LTF ไหลออกมากสุดไตรมาส 1 ของทุกปีเฉลี่ย 30-40% ของเม็ดเงินที่อาจขายได้ ประเมินแรงขายจาก LTF อยู่ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท









