วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

TICONเร่งผุดรง.-คลังสินค้า ดีมานด์พุ่ง

TICON เร่งผุดโรงงาน-คลังสินค้า รับดีมานด์พุ่ง เมินกระแสการเมืองร้อน

ความคึกคักของตลาดหุ้นเกือบท้ายปี เบาบางจากเหตุการณ์ทางการเมืองไปมาก รวมไปถึงการนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นและการดันกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย ที่เลื่อนออกไปไม่ให้ชนกับปรอททางการเมืองที่พุ่งสูงช่วงต้นเดือนธันวาคม

แต่หากบริษัทไหนมั่นใจว่าฝ่ากระแสการเมืองช่วงนี้ไปก่อน เพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้ท้าชนกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า ก็ยังมีบริษัทจดทะเบียนและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ให้ได้เห็นกัน

ล่าสุดกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาฯไทคอน อินดีสเทรียล โกรท หรือ TGROWTH เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเรียบร้อยแล้ว นับรวมแล้วเป็นกองทุนอสังฯ กองที่ 3 ของ บมจ. ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเนคชั่น หรือ TICON ผู้ผลิตโรงงานและคลังสินค้าให้เช่ารายใหญ่ของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกกองทุนอสังหาฯไปแล้ว คือ กองทุนรวมอสังหาฯ ทีพาร์คโลจิสติคส์ หรือ TLOGIS และกองทุนรวมอสังหาฯ ไทคอน หรือ TFUND

การระดมทุนผ่านกองทุนอสังฯ กองใหม่ ในครั้งนี้ "วีรพันธ์ พูลเกษ" กรรมการผู้จัดการ TICON ระบุเลยว่าเป็นการต่อยอดให้กับธุรกิจ เพราะในช่วงปี 2556-2557 บริษัทมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อดันการเติบโต โดยคาดปีนี้กำไรสุทธิเติบโต 25-30% จากปีก่อน ส่งผลต่อรายได้จะทุบสถิติใหม่ของบริษัทตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา 24 ปี

โดย 9 เดือนแรก มีกำไร อยู่ที่ 507 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท หรือ 28% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนปีหน้า จะรักษาการเติบโตของกำไรไว้ที่ 25-30% เพราะค่าเช่ามีอัตราการเติบโต 5-10% ต่อปี หลังจากที่มีการขยายพื้นที่ใหม่และคลังสินค้าเพิ่ม

การลงทุนในปีนี้เดิมวางไว้ที่ 8,000 ล้านบาท แต่หลังจากดีมานด์ของลูกค้าเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการปรับเงินลงทุนไปเป็น 12,000 ล้านบาท เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสด 1,200 ล้านบาท และอีก 6,000 ล้านบาท มาจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน TGROWTH ในปีนี้นั้นเอง

สำหรับปีหน้า ก็จะลงทุนต่อเนื่อง แต่เม็ดเงินจะไม่สูงเหมือนปี 2556 เพราะไม่ต้องซื้อที่ดินเพิ่มจำนวนมากๆ แต่จะเน้นที่การก่อสร้างมากกว่า ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินราวๆ 8,000-9,000 ล้านบาท และเม็ดเงินดังกล่าวก็จะมาจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาฯ ต่อไป

"เม็ดเงินที่ใช้ในปีนี้ส่วนใหญ่ จะเน้นซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม เพื่อสร้างโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งที่ผ่านมาที่ดินขายดีมากเรียกว่าต้องไล่มาตั้งแต่ทางเหนือไปยังภาคใต้ ทำให้ตอนนี้ TICON มีที่ดินในนิคมฯรวมๆ 15 แห่ง ทุกที ก็มาจากความต้องการของลูกค้า บางรายต้องการข้ามไปลาวเชื่อมเส้นทางใต้ เพื่อไปยังตลาดเออีซี"

เมื่อดูพอร์ตลูกค้าของ TICON ในแต่ละกลุ่มหากแยกออกมาจะหนักไปที่ ญี่ปุ่น 60% เป็นกลุ่มออโต้พาร์ท ซะส่วนใหญ่ ถือได้ว่าเป็นประเทศที่สนใจลงทุนในไทยอยู่แล้ว เพื่อใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและขยายไปยังภูมิภาคอาเซียนรับกับตลาดเออีซี ส่งผลให้มีบริษัทรับผลิตชิ้นส่วนต่างๆ หรือ ซัพพลายเชนตามเข้ามาเช่าโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งกลุ่มนี้ก็กลายเป็นลูกค้าของ TICON ส่วนใหญ่

ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็มีเข้ามา แต่สัดส่วนไม่สูงเท่ากลุ่มออโต้พาร์ท แต่ถ้ามองการขยายตัวของการเช่าโรงงาน ค่อนข้างจะมีสัดส่วนเติบโตเท่ากันกับลูกค้าออโต้พอร์ท ส่วนใหญ่จะเน้นพื้นที่โรงงานในแทบนิคมฯตะวันออก เพราะระบบโลจิสติกส์ตอบสนองการขนส่งได้ดีกว่าโซนอื่นๆ

จากกระแสตรงนี้ทำให้ปีนี้ TICON ต้องขยายพื้นที่โรงงานเพิ่ม 1.2-1.3 แสนตารางเมตร และคลังสินค้าอีก 2.5-3 แสนตารางเมตร รวมๆ แล้วก็เกือบ 4 แสนตารางเมตร โดยมีจำนวนโรงงานกว่า 500 โรง และคลังสินค้า 200 โรง และปีหน้าจะขยายเพิ่มเพื่อคงอัตราการเติบโตของกำไรเอาไว้

ส่วนการวางแผนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2557 จะขยายกองทุนเพิ่มขึ้นอีก มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท รวมทั้งมองความเป็นไปได้ในการแปลงสภาพจากกองทุนอสังหาฯไปเป็นกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาฯ หรือ REIT

โดยผลตอบแทนที่ผ่านมาสำหรับกองทุนอสังหาฯ สามารถรักษาอัตราการจ่ายปันผลดีอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6-6.5% การเปลี่ยนเป็นกอง REIT แม้จะต้องเสียภาษีเยอะขึ้นในส่วนของ TICON แต่ข้อดีกองทุนสามารถกู้ได้มากขึ้นจากเดิม 10% ของมูลค่ากองทุน ขยายไปเป็น 30% ของมูลค่ากองทุน หากพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน น่าจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยได้มากขึ้น

ที่ผ่านมากอง REIT ยังติดปัญหาในเรื่องของภาษี ซึ่งกำลังรอความชัดเจนเรื่องกฎเกณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เมื่อชัดเจนก็พร้อมออกกอง REIT ส่วนกองทุนอสังหาฯกองเก่า ก็ต้องแล้วแต่ผู้ถือหน่วยจะโหวตเห็นชอบให้แปลงไปเป็นกอง REIT ด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องไปข้างหน้าก็ยังต้องหันกลับมาดูทิศทางรอบด้าน เพราะช่วงที่ผ่านมาไทยเผชิญปัญหาทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาการเมืองที่ส่อเค้ายืดเยื้อไปถึงปีหน้า

TICON ประเมินว่าหากเป็นเรื่องปัจจัยเศรษฐกิจที่มีผลช่วงที่ผ่านมา มองเป็นระยะสั้น แต่ระยะยาวนักลงทุนต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น ที่เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จำนวนมากก็ยังใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตค่อนข้างมาก เพื่อจะขายในตลาดแทบนี้ ไม่ใช่แค่ไทยอย่างเดียว และยังมีกลุ่มบริษัทธุรกิจรีเทลก็ขยายกันมาก

ส่วนต้นทุนการก่อสร้างปรับขึ้น และค่าแรงที่ขึ้นมา 300 บาท ทำให้ปัจจุบันค่าแรงขึ้นมากแล้ว 7-8% บริษัทก็ต้องขึ้นราคาขายและค่าเช่ากับลูกค้า เพราะยังมีต้นทุนที่ดินที่พุ่งขึ้นตามราคาที่ดินด้วย โดยเฉพาะที่ดินฝั่งตะวันออก จนทำให้ค่าที่ดินเพิ่ม 20-30% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ที่ผ่านมากำไรขั้นต้นมีการปรับตัวลงไปบ้าง แต่เป็นผลมาจากน้ำท่วมปลายปี 2554 มากกว่า ปัจจุบันน่าจะกลับมาเป็นปกติ

"กำไรขั้นต้นจะไปอยู่ที่ตัวโรงงานประมาณ 80% คลังสินค้ากำไรขั้นต้นต่ำประมาณ 65% เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่นิคมฯเหมือนโรงงาน และต้นทุนก่อสร้างสูงกว่า ปีหน้าบริษัทระวังในเรื่องหนี้ต่อทุนให้ลดลงเหลือ 1 เท่า หลังจากขยายธุรกิจและลงทุนจำนวนมาก"

หากจะมาดูสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ มองว่าไม่ได้รับผลกระทบต่อตัวบริษัทโดยตรง เนื่องจากต่างประเทศมองไทยยังเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งหลายบริษัทยังต้องการมองหาที่ดินเพื่อขยายกิจการ แต่อาจกระทบต่อการจัดทำการศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EIA และ HIA) ดังนั้นเมื่อซื้อที่ดินแล้วจึงยังไม่สามารถส่งมอบได้ทันที แต่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นมากกว่า

CORPORATE INSIGHT ได้ถามย้ำถึงราคาหุ้นของ TICON หากประเมินวันนี้ “วีรพันธ์ ” มองว่าราคาคงไม่ทันกับการเติบโต แต่ของดีอยู่ที่การปันผลสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับนักลงทุนแล้ว เพราะพยายามบริหารงานครองความเป็น 1 ด้วยความหลากหลายของโลเคชัน การบริการลูกค้าดี รวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าได้ไม่อย่างนั้น บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) คงไม่มาถือหุ้นเพราะเห็นแล้วว่าปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ