3 เดือนใช้สิทธิ์ก๊าซหุงต้ม 6 หมื่นราย ลดภาระกองทุนฯกว่า 300 ล้าน
หลังจากกระทรวงพลังงานได้ปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน (ก๊าซหุงต้ม) เพิ่มขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2556 ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่อง 12 เดือน ปัจจุบันปรับราคาไปแล้ว 3 เดือน เท่ากับ 1.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ยังมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ใช้ก๊าซหุงต้มในราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัมต่อไป
นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการดำเนินการโครงการนี้ว่าในส่วนของการช่วยเหลือผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบ จากการปรับราคาก๊าซหุงต้ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ในส่วนของผู้มีรายได้น้อยที่ใช้ฐานข้อมูลจากผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนของทั้ง 3 การไฟฟ้า มีอยู่ประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน ขณะนี้มีผู้ที่มาลงทะเบียนใช้สิทธิ์แล้ว 1.1 แสนราย มีผู้ยืนยันใช้สิทธิ์แล้ว 49,000 ราย ส่วนกลุ่มของร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ได้สำรวจเพิ่มจากฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1.6 แสนราย ปรากฏเพิ่มเป็น 2 แสนรายทั่วประเทศ ขณะนี้มีการใช้สิทธิ์จริงเพียง 6 หมื่นราย
ทั้งนี้การดำเนินการที่ผ่านมา 3 เดือนจากผู้จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ทั้งหมด มีการใช้สิทธิ์แล้วนับเป็นจำนวนครั้ง 213,000 ครั้ง เป็นภาคครัวเรือน 21,000 ครั้ง กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย 19,000 ครั้ง
3 ปัจจัยส่งผลผู้ใช้สิทธิ์ก๊าซหุงต้มน้อย
สาเหตุที่ทำให้การมาใช้สิทธิ์ในช่วง 3 เดือนแรกของกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยังมีจำนวนน้อยน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่ 1.ก๊าซหุงต้มยังไม่หมด ทำให้ผู้ที่ใช้สิทธิ์ยังไม่ถึงรอบเปลี่ยนถังแก๊สใหม่ จึงยังไม่ไปใช้สิทธิ์ สำหรับผู้ใช้ก๊าซขนาด 4 -15 กิโลกรัม หากมีขนาดถังใหญ่ 15 กิโลกรัม ก็จะไม่อยู่ในโครงการนี้ เพราะถือเป็นผู้มีรายได้มาก หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ แต่ผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิ์เอาไว้ก่อนได้
2.ราคาก๊าซหุงต้มปัจจุบันยังปรับขึ้นไม่มาก เพราะการทยอยปรับราคาเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ประชาชนยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบโดยเฉพาะถังขนาด 15 กิโลกรัมที่ใช้จำนวนมากก็ปรับเพียง 7.50 บาทต่อถัง
3.ความไม่คุ้นเคยกับระบบ เนื่องจากการใช้สิทธิ์ต้องยืนยันและกดรหัสผ่านระบบเอสเอ็มเอส คงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับบางคน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กระทรวงพลังงานยืนยันว่า มีความจำเป็นต้องใช้ระบบเอสเอ็มเอส ส่งผ่านโทรศัพท์เพื่อป้องกันการทุจริต ต้องมีการลงทะเบียนทั้งผู้ใช้สิทธิ์และผู้จำหน่าย ที่จะสามารถทราบข้อมูลแน่นอนว่าใครคือผู้ใช้สิทธิ์ แต่ละร้านมีผู้มาใช้สิทธิ์ไปมากน้อยแค่ไหน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และรั่วไหลได้
คาดหลัง6เดือนจะได้ข้อมูลแท้จริง
"ข้อมูลของผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการยังไม่นิ่งเรายังไม่รู้ว่าผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 90 หน่วยต่อเดือน ใช้ก๊าซหุงต้มมากน้อยขนาดไหน คงต้องดูหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว เมื่อราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 3 บาท หรือราคาถังขนาด 15 กิโลกรัม จะปรับขึ้นถังละ 45 บาท คิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นจะมีคนมาใช้สิทธิ์ในโครงการเพิ่มขึ้น"นายสมนึก กล่าว
ส่วนปัญหาร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มปฏิเสธการขายราคาเดิมให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากระยะแรกผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 ยังไม่ได้จัดส่งเงินสำรองมาให้ กระทรวงพลังงานได้หารือกับผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 ทั้ง 8 ราย ให้เร่งกระจายเงินสำรองจ่ายให้ร้านค้าเร็วขึ้น
ล่าสุด ณ วันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 ได้โอนเงินสำรองไปยังร้านค้าก๊าซรายย่อยทั่วประเทศจำนวน 6,500 ร้านค้า จากจำนวนทั้งหมด 46,000 ร้านค้า ที่อยู่ในระบบเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท
จ่อยกเลิกเก็บภาษีโอนเงิน-ค่าเอสเอ็มเอส
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากร เพื่อขอยกเว้นภาษี ที่เกิดจากการดำเนินการของผู้ค้าที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ เช่น การโอนเงิน ค่าเอสเอ็มเอส เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจึงไม่ควรที่จะต้องคิดภาษี ซึ่งกรมสรรพากรก็เห็นด้วยแล้ว
"สุเทพ"ช่วยลดภาระเงินอุดหนุนกว่า300ล้าน
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าแม้โครงการนี้จะดำเนินการมาแล้ว 3 เดือน แต่เริ่มเห็นผลดีจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มที่ได้ทยอยปรับราคาเพื่อสะท้อนราคาที่เป็นจริงตามกลไกตลาด และการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จะต้องไปอุ้มราคาก๊าซหุงต้มได้กว่า 300 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่ใช้ชดเชยราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาใช้สิทธิ์เพียง 8 ล้านบาทเศษ ขณะที่การจำหน่ายก๊าซยังมีปริมาณเท่าเดิม
การทยอยปรับราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นจนราคาใกล้เคียงกับภาคขนส่ง ส่งผลให้การลักลอบทำผิดกฎหมายโดยลักลอบนำไปใช้ในภาคขนส่งลดลง เนื่องจากราคาก๊าซหุงต้มถูกปรับขึ้น แรงจูงใจที่จะทำผิดลดลง ส่วนการลักลอบขายก๊าซหุงต้มจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้านก็จะลดลง เนื่องจากราคาก๊าซหุงต้มไทยปรับราคาขึ้นไปใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
"เป็นการเปิดโอกาสให้คนในสังคมมีส่วนร่วมกับโครงการและลดการใช้ไฟฟ้าลงเพื่อให้ได้สิทธิ์ราคาก๊าซหุงต้ม หากใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น"









