ธปท.เผยยอดขอเปิดสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างชาติในไทยไม่คึกคัก เหตุเศรษฐกิจโลกยังซบเซา ส่งผลไร้เงาธนาคารฝั่งตะวันตก
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่ ธปท. เปิดให้สถาบันการเงินต่างชาติ สามารถยื่นขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของต่างประเทศในไทยได้นั้น ปัจจุบันมีธนาคารต่างชาติยื่นขออนุญาตมาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่าการเปิดให้ยื่น 5 รายนั้นน่าจะเพียงพอ
"ที่ผ่านมามีธนาคารต่างชาติได้ขอยื่นประกอบกิจการในไทยบ้างแล้ว แต่คงไม่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรปก็ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ธนาคารในกลุ่มนั้นไม่ได้เข้ามายื่นขอประกอบการในประเทศไทย"นายอานุภาพกล่าว
สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ยื่นขอใบอนุญาตเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย และกลุ่มอาเซียน อีกทั้ง ธปท.ยังกำหนดให้แต่ละธนาคารที่จะเข้ามาประกอบกิจการในไทยนั้น ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่จะเข้ามายื่น ต้องมั่นใจและอยากทำธุรกิจในประเทศไทยจริงๆ และต้องเป็นธนาคารขนาดใหญ่ถึงจะสามารถเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ จึงทำให้จำนวนผู้ที่ยื่นขออนุญาตดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยอาจไม่ได้มีมากอย่างที่คาดกัน
เขากล่าวว่า การขอเข้ามาประกอบการในรูปแบบดังกล่าวนั้นต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่ธปท.มักจะให้ใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้นหากจะขยายการให้บริการก็ต้องมาอัพเดทใบอนุญาตใหม่ให้มีขอบเขตให้บริการมากขึ้น แต่ในครั้งนี้เปิดให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการแบบครบวงจร ธนาคารต่างชาติเหล่านั้นต้องเริ่มสร้างฐานลูกค้าจากศูนย์จึงมองว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาในระยะแรกคาดว่าจะให้บริการกับลูกค้าธุรกิจก่อนแล้วจึงขยายฐานไปยังลูกค้ารายย่อย เพราะลูกค้ารายย่อยในไทยนั้นเจาะฐานค่อนข้างยาก
สำหรับการเปิดให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการในไทยนั้นอาจทำให้การแข่งขันมากขึ้น และยิ่งการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ (เออีซี) ในปี 2558 จะมีมาตรฐานของธนาคารพาณิชย์อาเซียน (Qualified ASEAN Bank : QAB) ทำให้ธนาคารในกลุ่มอาเซียนมีโอกาสทำธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของอาเซียน อย่างในมาเลเซีย และสิงคโปร์ จะเข้ามามีบทบาทในอาเซียน ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่สำคัญ โดยธนาคารที่ต้องการจะเป็นผู้นำอาเซียนต้องเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำให้สิ่งที่ต้องคิดกัน คือ ธนาคารของไทยจะมีศักยภาพในการรับมือกับการเข้ามาของธนาคารต่างชาติหรือไม่ และจะออกไปแข่งกับนอกประเทศอย่างไร
นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า หากนำศักยภาพของธนาคารพาณิชย์ไทยมาเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์อื่นในอาเซียนนั้น พบว่าของไทยยังเป็นรองอยู่หลายด้าน โดยธนาคารที่ใหญ่สุดของไทยมีขนาดเล็กกว่าธนาคารของมาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่วนเครือข่ายในการขยายสาขาในต่างประเทศก็ยังเป็นรอง ที่ผ่านมามีเพียงธนาคารกรุงเทพที่มีเครือข่ายใกล้เคียงกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ของอาเซียน
โดยธนาคารไทยที่จะออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศนั้น มักใช้กลยุทธ์โดยเน้นกลยุทธ์ตามกลุ่มธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ตามลูกค้าไป ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธปท.จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวเลขที่แบงก์ไทยไปปล่อยกู้ให้กับต่างประเทศเยอะขึ้นมาก โดยส่วนใหญ่จะปล่อยกู้ในลูกค้าเอเชียและอาเซียน ส่วนในยุโรปก็พอมีอยู่ โดยคุณภาพของสินเชื่ออยู่ในระดับที่ดี
ส่วนธนาคารของมาเลเซียและสิงคโปร์นั้น จะแตกต่างออกไป โดยใช้วิธีเข้าซื้อกิจการธนาคารท้องถิ่น ทำให้ได้ฐานลูกค้าทันที และการเติบโตก็จะค่อนข้างเร็ว ซึ่งธนาคารของไทยหลายแห่งก็เริ่มคิดเรื่องนี้และดำเนินการอยู่แต่ก็ยังเป็นไปแบบระมัดระวัง และได้มีการวางแผนในการออกต่างประเทศ รวมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานจากเดิมที่จะตามผู้ลงทุนไปปล่อยสินเชื่อก็เริ่มมีการจับลูกค้าท้องถิ่นด้วย
ออมสินหั่นดอกเบี้ยกู้-ฝาก
ด้านนายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธปท. และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคาร ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ โดยดอกเบี้ยเงินฝากปรับลดลงเฉลี่ย 0 - 0.25% ต่อปี และดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% มีผลวันที่ 9 ธ.ค. เป็นต้นไป
สำหรับ เงินฝากเผื่อเรียก ปรับลงจากเดิม 0.75% ต่อปี เป็น 0.63% ต่อปี เงินฝากประจำ 3 เดือน ลดตามวงเงินฝากจาก 1.875 - 2.00% ต่อปี เป็น 1.70 - 2.00% ต่อปี เงินฝากประจำ 6 เดือน ลดจาก 2.35% ต่อปี เป็นอัตราตามวงเงินฝาก 2.10 - 2.25% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับลดตามวงเงินฝากจาก 2.50 - 3.00% ต่อปี เป็น 2.35 - 3.00% ต่อปี
พร้อมกันนี้ ได้ลดดอกเบี้ย เงินฝากประจำ 24 M Plus จากเดิม 2.75% ต่อปี เป็น 2.50 - 2.75% ต่อปี เงินฝากประจำ 36 M Plus ยังคงอัตราเดิม 3.00 %ต่อปี และ เงินฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี ยังคงที่อัตราเดิม 3.00 %ต่อปี
ขณะเดียวกัน ออมสินได้ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% ต่อปี สำหรับ ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) จากเดิม 7.00% ต่อปี เป็น 6.875 %ต่อปี ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ยังคงอยู่ที่อัตรา 7.25 %ต่อปี และ ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ยังคงอยู่ที่ 7.625 %ต่อปี
ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย MOR และ MRR ของธนาคารออมสินยังคงเป็นอัตราที่อยู่ในระดับต่ำสุด เมื่อเทียบกับ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่









