วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บลจ.วรรณขายตราสารหนี้3เดือนยิลด์2.85%

บลจ.วรรณ ส่งกองทุนเปิดตราสารหนี้ระยะเวลาลงทุน 3 เดือน 1FIX3M2 อัตราผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 2.85% ต่อปี

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด ให้ความเห็นว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังคงมีความผันผวนอยู่มาก จากแรงกดดันทางด้านการเมืองภายในประเทศและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน “ตั้งแต่ต้นปีถึง 26 พ.ย. 56 นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นสุทธิแล้วกว่า 147,000 ล้านบาท ทำให้ประเมินว่าดัชนี SET Index น่าจะมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบที่ไม่กว้างมากนักในช่วงเวลานี้

ขณะที่ ในด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย ประเมินว่าน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 2.25% ตลอดจนถึงครึ่งแรกของปี 2557 หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ในวันที่ 27 พ.ย. 56 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่เศรษฐกิจไทยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2556 ยังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกและการบริโภคการลงทุนภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงผ่อนคลายและสินเชื่อครัวเรือนที่อยู่ในระดับทรงตัวจากช่วงก่อนหน้า รวมทั้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 จากแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) น่าจะชะลอนโยบายการเงินเชิงปริมาณแบบผ่อนคลาย (QE) ทำให้ประเมินว่าการลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้ระยะสั้น ประมาณ 3 เดือน จะเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการพักเงินเพื่อรอความชัดเจนขึ้นของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกดดัน” นายวิน กล่าว

"สำหรับคำแนะนำ การลงทุนในช่วงเวลานี้ นักลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรรอดูความชัดเจนของปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศในเวลานี้ และอาจพิจารณาลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้ประเภท Rollover ที่มีอายุการลงทุนสั้นๆ ประมาณ 3 เดือน ได้"นายวิน กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. 56 บลจ.วรรณ จะเปิดรับคำสั่งซื้อและขายคืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด วรรณ ตราสารหนี้ 3M2 (1FIX-3M2) ในระหว่างวันที่ 28 พ.ย. – 6 ธ.ค. 56 โดยกองทุนเปิด วรรณ ตราสารหนี้ 3M2 (1FIX-3M2) จะลงทุนในเงินฝากของธนาคารต่างประเทศและตั๋วแลกเงินที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง อายุตราสารประมาณ 3 เดือน โดยให้ผลตอบแทนภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 2.85% ต่อปี โดยตราสารที่คาดว่าจะลงทุนในรอบการลงทุนครั้งนี้ ได้แก่ เงินฝาก Bank of China โดยมีสัดส่วนการลงทุน 25% เงินฝากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (สาขาฮ่องกง) สัดส่วนการลงทุน 20% ตั๋วแลกเงินบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 20% ตั๋วแลกเงินบรษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 25% และตั๋วแลกเงินบริษัท ราชธานี ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 10%