โบรกฯแนะเกาะติดสถานการณ์การเมืองใน-นอกสภาฯ ขย่มตลาดหุ้น หลังผู้ชุมนุมสูงเกินคาด ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนมองผลกระทบช่วงสั้น เหมาะลงทุนยาว
ภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้ (25 พ.ย.) ตลาดหุ้นไทยผันผวนจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ที่มีการเดินประท้วงแบบดาวกระจาย 13 จุด โดยดัชนีเปิดตลาดปรับลดลง 13 จุด ระหว่างวันปรับลดลงต่ำสุดที่ระดับ 1,345.02 จุด ปรับสูงสุดที่ระดับ 1,359.90 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,352.86 จุด ลดลง 6.21 จุด หรือ 0.46% มูลค่าซื้อขาย 32,181.18 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปัญหาการเมืองในประเทศในปัจจุบันจะกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น โดยให้จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากเกิดความรุนแรงขึ้นก็อาจจะกระทบต่อจิตวิทยาในการลงทุนช่วงนี้ แต่เป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากการส่งออกเป็นหลัก
ทั้งนี้ที่หุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนต่ำกว่าภูมิภาค หากสถานการณ์ทางการเมืองจบเร็ว เชื่อว่าตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัว โดยกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำทยอยซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานดี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่นกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มเดินเรือ ขณะที่กลุ่มอาหารน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ในการนำหุ้นใหม่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้บริษัทมีดีลอยู่ในมือ 2 ราย คาดว่าจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เพื่อขอเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงต้นปีหน้า
เขากล่วว่า บล.ทิสโก้ ได้ปรับลดคาดการณ์การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้เหลือเติบโต 10% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 25% ในช่วงต้นปี เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังคงมีความผันผวน
"ประเมินว่าในปีหน้าการทำกำไรของบจ. จะเติบโตได้ที่ระดับ 12% จากปีนี้ตามการเพิ่มขึ้นของจีดีพี ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 4.5% โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะมีการฟื้นตัว ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ออกมา ทั้งจากสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีนก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยไทยจะได้รับอานิสงส์หลักจากการเป็นผู้ส่งออก ซึ่งไทยมีการส่งออกถึง 75% ของจีดีพี"นายไพบูลย์กล่าว
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยผันผวนค่อนข้างมาก สวนทางตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่อิงไปในทางบวก เนื่องจากนอกประเทศไม่ได้มีปัจจัยลบเข้ามา ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยกดดันจากการเมืองเป็นหลัก
ทั้งนี้ ประเมินว่าเหตุการเมืองคงยืดเยื้อออกไปอีก 1-2 วัน แต่อย่างน้อยขณะนี้ ก็ยังไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นระหว่างเดินขบวน แม้จะมีผู้ร่วมชุมนุมออกมามากเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาล ดังนั้น จึงมองว่าตลาดฯคงผันผวนในระยะนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีก็เป็นไปอย่างจำกัด แต่หากสถานการณ์มีทิศทางที่ออกมาชัดเจนขึ้น ตลาดก็พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า การเมืองในสัปดาห์นี้ มีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นทั้งในสภาฯ และ นอกสภาฯ โดยในสภา จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงวันที่ 26 - 27 พ.ย.นี้ และมีการลงมติในวันที่ 28 พ.ย. ก่อนที่จะปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไป ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหลังจากที่มีการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วนายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะใช้อำนาจยุบสภาฯ ได้ จนกว่าญัตติจะมีการถอดถอนออกไปหรือได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ สำหรับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นการอภิปราย นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ส่วนสถานการณ์การชุมนุมสถานการณ์มีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับ ประเมินจากจำนวนผู้ที่ออกมาร่วมชุมนุมที่มีจำนวนมากเหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ตามแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ นักลงทุนจึงต้องติดตามสถานการณ์ และ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนี่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหลังจากที่ปิดสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาไปแล้ว น้ำหนักของการชุมนุมจะมีผลต่อทิศทางการเมืองมากขึ้น
โดยภาพรวมแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับการเคลี่อนไหวของ ดัชนีเฉพาะอย่างยิ่งที่ระดับราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) ของตลาดในปัจจุบันที่ 14.7 เท่า และอาจทำให้เกิดแรงขายของนักลงทุนต่างชาติต่อไปได้อีก แม้จะมีมูลค่าที่ลดต่ำลง กลยุทธ์การลงทุนให้น้ำหนักหุ้น 30% และเลือกเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นเข้าอันดับบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด 50 อันดับ ( SET50) และ100 อันดับ (SET100)
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณกล่าวว่า การลงทุนหุ้นช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ยังคงมีความผันผวนตามปัจจัยลบที่เข้ามากระทบ คาดว่าดัชนีรอบนี้เคลื่อนที่ระดับ 1,350 - 1,450 จุด และมีโอกาสแตะที่ระดับ 1,500 จุดได้เช่นกัน นักลงทุนจึงควรหาจังหวะเข้าลงทุนในหลักทรัพย์เพิ่ม หากดัชนีมีการปรับตัวลงมาต่ำกว่า 1,400 จุด
ส่วนในปี57 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแตะที่ระดับ 1,515 - 1,680 จุด ภายใต้สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ 14.00 - 15.52 เท่า โดยมีค่ากลางที่ 1,595 จุด โดยภาวะการลงทุนยังคงเป็นในลักษณะผันผวนต่อเนื่องจากช่วงปี56 ทั้งนี้คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 57 จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยประมาณ 20,000 - 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปี 57 มีความน่าสนใจน้อยลง ทำให้เงินทุนนอกไหลเข้าตลาดหุ้นไทยปีหน้าน้อยมาก
เนื่องจากอัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสปรับลดลงจาก 17.4% ในปี56 มาที่ 16.0% ในปี57 คาดว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มที่อยู่อาศัย การบริโภคภายในประเทศ กลุ่มที่สอดคล้องกับการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจประเทศพัฒนา และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเออีซีเช่นหุ้นกลุ่มธนาคาร สื่อสาร และผลิตไฟฟ้า









