เอกชนเชื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยยังสดใส บนเงื่อนไขการเมืองไร้รุนแรง
นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ร่วมเจาะลึกปัจจัยการเมืองกับผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยกับนาย ชิดชัย สาครบดี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวหรือแอตต้า และนางศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย หรือทีเอชเอ หัวข้อ " ท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบจากการเมืองหรือไม่" ในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
ปัจจัยการเมืองในประเทศอาจจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวไทยหลังจากประเทศต่างๆ ราว 18 ประเทศประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในตลาดหลักๆ อย่าง ยุโรป อันเนื่องมาจากการชุมนุมของผู้คัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
นายวัชระ อธิบายว่า ปัจจัยการเมืองถือเป็นโจทย์ที่ทุกรัฐบาลตระหนักถึงและเตรียมความพร้อมไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศเป้าหมายรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2558 แต่ภายใต้เป้าหมายดังกล่าวคงไม่คำนึงถึงตัวเลขมากเท่ากับคุณภาพของนักท่องเที่ยว ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าปริมาณนักท่องเที่ยวยังอยู่ในเป้าหมายแม้จะมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยเดือนต.ค. นักท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 22 ล้านคน คาดว่าช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะแตะระดับ 2.6-2.7 ล้านคน แต่ต้องไม่มีเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนองเลือด เกิดขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทยครั้งที่สองหรือ สาม เริ่มคุ้นเคยกับสถานการณ์การเมืองของไทย จึงมักจะใช้วิธีเดินทางไปเที่ยวในพื้นที่ที่ไม่มีการชุมนุม เช่น ต่างจังหวัด
นอกจากนั้นปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีน กลายเป็นตลาดหลักของประเทศไทย แม้รัฐบาลจีนจะออกกฎหมายห้ามนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไทยซื้อแพ็คเกจเพิ่ม ทำให้นักท่องเที่ยวจีนช่วงเดือนต.ค.ลดลงไปประมาณ 25-30% จากตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่เชื่อว่าผลกระทบจากกฎหมายของจีนจะเป็นแค่ระยะสั้น ราว 3 เดือน แต่ในระยะยาวจะทำให้ประเทศไทยได้นักท่องเที่ยวหรือทัวร์จีนที่มีคุณภาพเข้ามา หากระยะยาวทั้งสองประเทศยกเลิกวีซ่าจะให้นักท่องเที่ยวจีนคนรวยเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น แต่ปัจจุบันต้องชะลอการยกเลิกวีซ่าไป ก่อน เพราะระบบสาธารณูปโภคท่องเที่ยวของไทยยังไม่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากได้ หากรัฐบาลเตรียมรองรับได้ ศักยภาพของท่องเที่ยวไทยก็มีโอกาสแตะ 2 ล้านล้านบาทได้ ขณะเดียวกันกระทรวงท่องเที่ยวฯกำลังเร่งชูนโยบายความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ
ตั้งเป้าปีหน้ารายได้แตะ2.2ล้านล้าน
นายวัชระ ย้ำว่า ในปี 2558 จะมีรายได้จากท่องเที่ยว ถึง 2 ล้านล้านบาทหรือไม่นั้น ว่า ขณะนี้กระทรวงท่องเที่ยวฯยังได้ปรับเป้าที่ 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 เป็น 2.2 ล้านล้านบาทแล้ว เพราะหากดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนต.ค. ที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวปีนี้จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาทไม่รวมรายได้จากท่องเที่ยวในประเทศอีก 6-8 แสนล้านบาท ดังนั้นเชื่อว่าปีนี้รายได้ท่องเที่ยวเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1.6-1.8 ล้านล้านบาท
"แม้จะมีเหตุการณ์ชุมนุมการเมือง และทำให้การท่องเที่ยวปีนี้ลดลงเล็กน้อย แต่ปีหน้าภาพรวมท่องเที่ยวน่าจะถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลให้เครดิตเอกชนไทยมาก และถือว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้รับการยอมรับว่ามีการปรับตัวและยืดหยุ่นได้ดีที่สุดในโลก ฉะนั้นเชื่อว่าไม่เกิน 5 ปี รายได้ท่องเที่ยวของไทยจะเป็น 1 ใน 10 ประเทศอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้"นายวัชระย้ำ
นายชิดชัย ชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้จะแผ่วลงไปบ้างในเดือนต.ค. จากปัจจัยรัฐบาลจีนออกกฎหมายห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อแพ็คเกจเพิ่มในไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปราว 70% คาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจีนจะทะลุ 3 ล้าน แต่ภาพรวมของทุกตลาดได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แต่ต้องดูว่าม็อบการเมืองจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน หากยืดเยื้อผู้ขายทัวร์คงมองว่าไทยมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวหรือไม่ เพราะกลัวว่าจะมีต้นทุนจากการขนนักท่องเที่ยวกลับเหมือนตอนเหตุการณ์ปิดสนามบิน ก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวกังวลใจก็จะหนีไปเที่ยวประเทศอื่น ซึ่งไทยก็จะเสียโอกาสไป ทั้งนี้ปัจจุบันตลาดใหญ่คือ นักท่องเที่ยวจีนอันดับ 1 หรือประมาณปีละ 3 ล้านคน รัสเซีย อันดับสอง 8-9 แสนคน ส่วนตลาดญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัวนัก จากปัจจัยภายในประเทศ และอินเดีย อันดับที่สี่
จี้การเมืองเอื้อภาคท่องเที่ยวดันรายได้ปท.
นายชิดชัย ยังมองว่า เป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวที่รัฐบาลตั้งไว้ 2.2 ล้านล้านบาทนั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อภาคการเมืองต้องเกื้อหนุนภาคเอกชนด้วย ซึ่งสิ่งที่กังวลคือ การยกระดับการชุมนุมจะรุนแรงหรือไม่ เพราะในอดีตผู้ประกอบการท่องเที่ยวเคยเจ็บปวดจากรายได้ที่ลดลงมาแล้ว จากการปิดสนามบิน รวมถึงราชประสงค์ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวที่เคยเข้ามาอย่างปลอดโปร่ง ก็กลับไปประเมินการมาเที่ยวไทยใหม่ เช่น ชาร์เตอร์ไฟล์ ก็ย้ายฐานไปสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือ ฟิลิปปินส์ที่กลายเป็นคู่แข่งของไทย เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาหารและวัฒนธรรมคล้ายกับประเทศไทย ฉะนั้นปัจจัยที่เอกชนกังวลที่สุด คือการเมือง
นางศุภวรรณ บอกว่า ผลกระทบจากการเมืองต่อธุรกิจโรงแรมยังมีไม่มาก เพราะมีการเตือนจากต่างประเทศในบางพื้นที่หรือเฉพาะจุดเท่านั้น ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ไปในจุดเสี่ยง แต่ยังคงพักโรงแรมตามปกติ แต่สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐแก้ไขคือจำนวนห้องพักทั่วประเทศขณะนี้มีมากกว่า 3 แสนห้อง มากกว่าอัตราเข้าพักถึง 75% ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวจีนลดลงก็ทำให้โรงแรมที่รับนักท่องเที่ยวจีนมีอัตราเข้าพักลดลง 70%ไปด้วย
"โอกาสที่รายได้ท่องเที่ยวจะแตะ 2.2 ล้านล้านบาทนั้น มีความเป็นไปได้มาก เพราะค่าใช้จ่ายโรงแรมคิดเป็น 40%ของราคาทัวร์ทั้งหมด ถ้าสามารถขยับเป็น 50-60%ได้หากรัฐบาลมีการจำกัดจำนวนห้องพักให้เหมาะสมกับสัดส่วนอัตราเข้าพัก หรือดีมานด์กับซัพพลายเหมาะสมกัน ก็จะมีรายได้เพิ่มตามมาด้วย เพราะโรงแรมเป็นส่วนย่อยของทัวร์ แต่สร้างรายได้มหาศาล" นางศุภวรรณระบุ









