"อีเอ็มเอส"ฉุดส่งออกกุ้ง 45% เอกชนจี้รัฐเร่งเพาะพ่อพันธุ์
ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคกุ้งตายด่วน หรือ EMS ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตกุ้งลดลงอย่างมาก และมีผลกระทบต่อเนื่องถึงยอดการส่งออกกุ้งของไทย
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกรรมการ บริษัท ธารสมุทรฟู้ด จำกัด ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการส่งออกกุ้งในตลาดสหรัฐ ว่า สหรัฐเป็นตลาดที่ไทยส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของปริมาณกุ้งที่ส่งออกทั้งประเทศ และครองสัดส่วนการตลาดในสหรัฐฯมากที่สุดต่อเนื่องมานานหลายปี แต่ในปีนี้การส่งออกกุ้งไทยในตลาดสหรัฐตกมาเป็นอันดับที่ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม
สาเหตุที่การส่งออกกุ้งในตลาดสหรัฐลดลงเป็นผลจากไทยยังมีปัญหาโรคอีเอ็มเอส ขณะที่เวียดนามและอินเดียประสบปัญหาโรคดังกล่าวก่อนไทย แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาโรคดังกล่าวได้ แต่เนื่องจากราคากุ้งปรับตัวขึ้นสูงมากกว่า 150% ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งฟิลิปปินส์ ทุ่มทุนในการเลี้ยงกุ้งมากขึ้น ผลผลิตที่ได้ยังน้อยมากในเชิงปริมาณและคุณภาพยังไม่ได้มาตรฐานตามที่สหรัฐกำหนด แต่เนื่องจากกุ้งขาดตลาดอย่างหนัก สหรัฐจึงรับซื้อกุ้งดังกล่าวในราคาที่สูงมาก
"มาตรฐานการนำเข้ากุ้งของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมากำหนดไว้เข้มงวดมาก แต่ปีนี้กุ้งขาดตลาดมาก สหรัฐจึงทำเป็นลืมเรื่องมาตรฐาน เหมือนกับหลับตาข้างเดียว โดยซื้อสินค้าที่มีอยู่ไปก่อน แต่กุ้งของไทยออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีก่อน แต่ฟิลิปปินส์เริ่มผลิตส่งออกได้มากขึ้นในช่วงต้นปี เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นจูงใจให้เกษตรกรกล้าลงทุน"
ส่วนการแก้ไขปัญหาโรคอีเอ็มเอสในไทยนั้น กรมประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งร่วมกันตั้งเป้าว่าจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงภายในปีนี้ โดยการรณรงค์ให้ปิดฟาร์มเพาะลูกกุ้ง และฟาร์มเลี้ยงพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อลงเลี้ยงกุ้งพร้อมกันอีกครั้งให้ได้ผลในช่วงปลายปี แต่สุดท้ายลูกกุ้งตายภายใน 1 เดือน จึงคาดว่าในปีนี้จะส่งออกได้เพียง 3 แสนตันเท่านั้น หรือลดลงจากปีก่อนที่ส่งออกได้ 3.5 แสนตัน และลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีการระบาดของโรคอีเอ็มเอส ซึ่งไทยส่งออกสูงสุดถึงปีละ 5 แสนตัน และตัวเลขเป้าหมาย 3 แสนตันในปีนี้ คาดว่าตัวเลขจริงจะไม่เกิน 2.5 แสนตันเท่านั้น ต้องรอดูสถานการณ์ช่วง 2 เดือนสุดท้ายอีกครั้ง
"ผลผลิตกุ้งของไทยหายไป 45% จากปริมาณการผลิตปีละ 5-6 แสนตัน ขณะที่อินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 100% สหรัฐจึงเบนเข็มไปซื้อจากอินเดียทั้งหมด แต่ปริมาณที่ได้ยังถือว่าน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงดันให้ราคากุ้งเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าราคาที่ดีจะส่งผลให้เกษตรกรในเวียดนามและอินเดียลงลูกกุ้งมากขึ้น"
สำหรับการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคอีเอ็มเอส ซึ่งไทยมุ่งที่การจัดการฟาร์มนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยที่คาดว่าเป็นสาเหตุของโรค แต่แท้ที่จริง หัวใจของการเกิดโรคอีเอ็มเอสในไทยมาจากลูกกุ้งที่อ่อนแอ จะเห็นได้ว่าวงจรการเลี้ยงกุ้งของไทยที่อาศัยการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งจากต่างประเทศ และผูกขาดเพียงผู้ประกอบการบางราย ส่งผลให้พ่อ-แม่พันธุ์กุ้งถูกเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้ลูกกุ้งจำนวนมากเพียงพอต่อการจำหน่าย เมื่อพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องทำงานหนัก ลูกกุ้งที่ออกมาจึงไม่แข็งแรง และเมื่อนำไปเลี้ยงอัตราการรอดจะลดลง และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ กรมประมงต้องหาทางเพาะพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งที่แข็งแรงเท่านั้น จึงจะเป็นทางรอดให้ไทยกลับมาเป็นประเทศผู้เลี้ยงกุ้งอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้ง ส่วนการบริหารจัดการฟาร์มนั้นไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดเป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า การปรับตัวในด้านนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในกรณีที่ไทยสามารถกู้สถานการณ์ได้ เกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้มากขึ้น ผู้ส่งออกพร้อมจะเรียกคืนตลาดได้ เพราะตลาดกุ้งโลกยังให้ความเชื่อมั่นในคุณภาพของกุ้งไทย แต่ไทยไม่ควรละทิ้งให้ระยะเวลานานเกินไป และราคากุ้งจะต้องไม่สูงเกินไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต สหรัฐจะกลับมาเข้มงวดเรื่องมาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันสหรัฐไม่ได้ละทิ้ง เพียงแต่ความต้องการกุ้งมีมากจึงต้องรับซื้อไปก่อน จะสังเกตได้ว่าแม้กุ้งของอินเดียจะมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย แต่การส่งออกไม่ได้ถูกปฏิเสธ แต่กุ้งของไทยยังเข้มงวดมากถือเป็นจุดแข็งและมาตรฐานที่ดีที่สุดของไทย
"การปรับตัวของผู้ส่งออกขณะนี้ จะต้องบริหารจัดการกุ้งที่มีอยู่ ไม่สามารถจะเปลี่ยนไลน์การผลิตเป็นสินค้าชนิดอื่นได้ เพราะตลาดต่างกันไม่สามารถนำมาบริโภคทดแทนกุ้งได้"
ส่วนกรณีที่ผู้ส่งออกบางกลุ่มต้องการนำเข้ากุ้งจากประเทศผู้ผลิตอื่นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบและส่งออกต่อนั้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดกฎหมายของกรมประมงที่ยังห้ามนำเข้ากุ้ง โดยระบุว่าจะเป็นสาเหตุของการระบาดโรคกุ้งในประเทศ ธุรกิจจึงต้องทำเท่าที่ทำได้และต้องยอมรับในภาพรวมว่ากุ้งเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปีนี้ปรับตัวลดลงอย่างมาก








