"กิตติรัตน์" ประเมินเศรษฐกิจปีหน้าโต 4-5% ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว รับปีนี้พลาดเป้าทุกด้าน ชี้ส่งออกปีนี้โต 0% ตามปริมาณการค้าของโลกที่ลดลง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวที่ 4.5% และพยายามที่จะรักษาระดับการเติบโตดังกล่าวไว้จนถึงปี 2563 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ประกอบกับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีขึ้นและเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความแข็งแกร่ง ส่งผลให้การค้าชายแดนเติบโตได้ดี ขณะเดียวกันทำให้ความสามารถในการปรับตัวต่อปัจจัยลบมีความเข้มแข็งมากขึ้น
"ตอนนี้ผมมองข้ามช็อตไปปี 57 แล้ว มีปัจจัยบวกรออยู่บ้าง เช่น ยุโรปที่เคยมีการถดถอยก็ได้เห็นสัญญาณดีขึ้นน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ ญี่ปุ่นจากที่ไม่เคยมีอัตราการขยายตัวก็มีการเติบโตขึ้น แม้ว่ายังมีประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน จีน แม้มีการประมาณการว่าเติบโตช้าลงแต่ก็ยังสูงกว่าเฉลี่ยของโลกมาก และสูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของอาเซียนด้วย รวมถึงประเทศ CLMB อัตราการขยายตัวที่คาดไว้ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่า 6.7% ด้วยซ้ำ ก็จะทำให้ค้าพรมแดนเติบโตมากขึ้น ก็ต้องจับตาดูว่าปี 57 เราจะทำได้ตามนี้หรือไม่ รวมถึงการลงทุนของรัฐ จากการลงทุนโครงการน้ำ และโครงการ 2 ล้านล้านบาทที่ยาวนานไปถึง 7 ปี ถ้าเราตั้งไว้ 4.5% เติบโตได้ในทุกปีก็จะดี แต่ในแต่ละปีจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็เป็นไปตามปัจจัยของแต่ละปีไป" รมว.คลัง กล่าว
ส่วนกรณีที่สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ลดลงทั้งจีดีพีที่ขยายตัวได้ 3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.8-4.3% รวมถึงการส่งออกในปีนี้ที่จะไม่ขยายตัว นายกิตติรัตน์ ยอมรับว่า โดยรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ เพราะปัจจัยต่าง ๆไม่ได้เอื้ออำนวยทั้งการส่งออกที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ของรัฐ ค่อนข้างล่าช้าออกไปจากแผน ประกอบกับภาวะการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับโอกาสในอนาคต จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศตะวันตกที่คาดไว้จะฟื้นตัวภายใน 7 ปีจากนี้ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจเกิดปัญหาการทุจริตนั้น รัฐบาลได้ตระหนักในเรื่องนี้จึงเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขและยืนยันว่าการลงทุนต่าง ๆจะไม่เป็นปัญหาต่องบประมาณแผ่นดิน เพราะมีกลไกบริหารจัดการที่ดี โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในระดับต่ำที่ 44% และหนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน อยู่ที่ 36% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่บริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม จากรายงานตัวเลขการส่งออกของสภาพัฒน์ ในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 0% มองว่าเป็นไปตามปริมาณการค้าของโลกที่ลดต่ำลง ซึ่งเป็นการชะลอตัวในช่วงสั้น ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นปัญหามากนัก หากในระยะข้างหน้าปริมาณการค้าของโลกจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาตามภาวะเศรษฐกิจโลก
ส่วนการส่งออกในปีนี้ที่เติบโตช้าลงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากขณะเดียวกันการนำเข้าก็พบว่าช้าลงเช่นเดียวกันซึ่งจะส่งผลให้ดุลการค้าในปีนี้บวกลบที่ไม่เกิน 1% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสมดุล แต่จากปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ยังคงมีความพร้อม เช่น การว่างงานไม่ได้อยู่ในระดับสูง จะทำให้ไทยมีศักยภาพและความพร้อมรองรับการแข่งขันในอนาคตได้ อย่างไรก็ดี การแข่งขันต่างๆ ต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านต้นทุนและระบบงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า








