ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรวาโกเอ็น ประเทศญี่ปุ่นมีชื่อเสียงโด่งดัง กระทั่งมีคนทั่วโลกเดินทางไปทัศนศึกษาเป็นจำนวนมาก
โลกเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทว่ามันจะยังคงดำรงความสวยงามอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ก็เพียงแค่ชาวโลกจะตระหนักถึงการบริโภคอาหารในแต่ละมื้อเท่านั้น
นี่คือความเชื่อของ มร.Hirokazu Kiuchi และหุ้นส่วนของเขาที่ได้ร่วมกันก่อตั้ง วาโกเอ็น (Wagoen) เมื่อปีพ.ศ. 2534 ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรของญี่ปุ่นแห่งนี้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กระทั่งมีคนทั่วโลกเดินทางไปทัศนศึกษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ "เอพีโอ" หรือ องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ( Asian Productivity Organization-APO) ก็ได้นำพาไปเยี่ยมชม
นความเป็นจริงแล้ว เกษตรกรญี่ปุ่นทั่วทั้งประเทศ จะมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งในรูปสหกรณ์การเกษตร และเกษตรกรในกลุ่มก็จะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินงานของสหกรณ์ทุกๆ กระบวนการ
คำถามคือ แล้วเหตุใด วาโกเอ็น ซึ่งคำๆ นี้แปลว่า "สวรรค์" จึงสามารถสร้างความแตกต่าง และที่สุดได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ
ซึ่งคงต้องตั้งต้นจาก ปรัชญาการดำเนินงานของสหกรณ์ วาโกเอ็น ที่มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ ได้แก่
1.Autonomy of the producers วาโกเอ็นจะเป็นผู้ผลิตหรือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกทุกคนต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ ผลิตแต่พืชผักที่มีคุณภาพเพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภค
2.Health วาโกเอ็นจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพ ที่มอบทั้งความอิ่มอร่อยและปลอดภัยให้กับลูกค้า
3.Environment วาโกเอ็นคือเกษตรยั่งยืนที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม
และ 4.Harmony วาโกเอ็นจะประสานเชื่อมร้อยสร้างเน็ทเวิร์คการเกษตรที่ยั่งยืนไปไกลทั่วโลก
สหกรณ์วาโกเอ็น นั้นเป็น สถานที่ผลิตเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร และให้ความสำคัญในเรื่องของการวิจัยพัฒนา ขณะที่ในการปลูกพืชผักของสหกรณ์แห่งนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงในทุกๆ กระบวนการดำเนินงานจะไม่มีขยะเหลือทิ้งขว้าง เนื่องจากเศษพืชผักที่ถูกหั่นทิ้งในขั้นตอนของการบรรจุหีบห่อ กระทั่งพืชผักที่หมดอายุที่คืนกลับจากซูเปอร์มาร์เก็ตจะถูกนำมาบดแล้วเอาไปหมักเป็นแก๊สเพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง
สหกรณ์วาโกเอ็นยังมีการเลี้ยงสัตว์ (ซึ่งที่ผู้เขียนได้ไปสัมผัสมาทั้งสายตาและกลิ่นอย่างเต็มๆ ก็คือ วัว) เพราะมูลสัตว์ก็คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นเลิศ และเป็นคำตอบว่าทำไมวาโกเอ็นไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี
ปัจจุบัน สหกรณ์วาโกเอ็นมีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกราว 100 คน และผลิตพืชผัก 24 ชนิด เพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้อิ่มอร่อยอย่างมีสุขภาพ โดยช่องทางจัดจำหน่ายหลักๆ ก็คือ "mail order" หรือการให้ลูกค้าสั่งซื้อของทางไปรษณีย์ และซูเปอร์มาร์เก็ต โอเทนโต (Otento) ซึ่งเปิดขึ้นโดยสหกรณ์วาโกเอ็นในเมืองโตเกียวเมื่อปี พ.ศ. 2549 ที่นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าแล้ว วัตถุประสงค์ก็คือ เป็นสถานที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของวาโกเอ็น
ปริมาณคนจะลดลง เทรนด์ตลาดการเกษตรจะหดตัว สหกรณ์วาโกเอ็นจะมีการปรับตัวอย่างไร
มร. Masashi Sato ผู้อำนวยการสหกรณ์ วาโกเอ็น กล่าวว่า ทิศทางของสหกรณ์วาโกเอ็น ก็คือ การปรับสถานที่จากโหมดเดิมที่มุ่งเน้นการผลิตเท่านั้น ให้เปลี่ยนเป็นสถานที่ที่มุ่งการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น
ในคอนเซ็ปต์ใหม่ วาโกเอ็น จะมีพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก มีพื้นที่เพื่อการพักผ่อน กระทั่งจะมีการจัดมุมสปาเพื่อการผ่อนคลาย
"บริการให้เช่าแปลงเกษตร" เป็นอีกหนึ่งความแปลกที่เกิดขึ้นแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้ (คงไม่มีแบบนี้ที่ใดในโลก) บริการดังกล่าวเป็นการตอบโจทย์คนในเมือง (โตเกียว) ซึ่งห่างไกลและห่างเหินกับธรรมชาติรวมถึงการทำเกษตรกรรม ให้ได้มีโอกาสใช้เวลาในวันหยุดอย่างมีความสุข โดยพวกเขาจะมีโอกาสได้เป็นผู้เพาะปลูกพืชผัก ได้คอยเฝ้ามองถึงการเจริญเติบโต และที่สุดก็จะได้เป็นผู้ลงมือเก็บเกี่ยวด้วยตัวเอง
มร. Masashi Satoบอกว่าปัจจุบันมีลูกค้าราว 70 คน ทั้งที่เป็นครอบครัวและคู่รัก ที่ยอมเดินทางไกลมาจากโตเกียวเพื่อมาเช่าแปลงผักที่สหกรณ์วาโกเอ็นได้จัดสรรไว้ให้
อย่างไรก็ดี วาโกเอ็นในโฉมใหม่ จะปรากฏตัวเป็นสวรรค์รูปแบบใด คงต้องอดใจรอคอยอีกสักนิด









