วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองทุบบาทอ่อน2%ไม่จบขนเงินออก

โบรกฯชี้การเมืองป่วน กดบาทอ่อน 2% เหตุต่างชาติไหลขายหุ้น-ตราสารหนี้ไทย หวั่นถ้ายืดเยื้อต่อไปส่อแววขนออกอีก ฉุดดัชนีร่วงแตะ 1,303 จุด

บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาท เมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลับมาอยู่ในทิศทางอ่อนค่าอีกครั้ง โดยช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า เงินบาทอ่อนค่าไปเกือบ 2% คาดเกิดจากหลายปัจจัย คือ ปัญหาการเมืองในประเทศได้กดดันความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ต่างชาติ ยังคงขายหุ้นและตราสารหนี้ในไทยอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงยังเผชิญกับการชะลอตัวของภาคส่งออก ซึ่งยอดส่งออก 9 เดือนปีนี้ ทรงตัวเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ตามเศรษฐกิจโลก และชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่การส่งออกตกต่ำตามฤดูกาล แต่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวปี 2557 ตามการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้า โดยหากพิจารณาการประเมินของ IMF ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.6% เทียบกับที่เติบโตเพียง 2.9%

ส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวของประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ อังกฤษ เกาหลีใต้ ไต้หวัน แคนาดา สหรัฐ และ สหภาพยุโรป ยกเว้น ญี่ปุ่นที่อาจจะชะลอตัวลงเหลือ 1.2% หลังจากที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 2% ในปีนี้

"ในสถานการณ์นี้ น่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจส่งออก โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างรายได้ในรูปสกุลดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับที่มีต้นทุนเป็นเงินบาทเป็นส่วนใหญ่ หรือโครงสร้างรายได้ในรูปของดอลลาร์ สูงกว่าต้นทุนในรูปของดอลลาร์ ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มเกษตรและอาหาร ดังนั้นการที่เงินบาทอ่อนค่าทุก 1 บาท จะส่งผลให้กำไรของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 6.3% ส่วนกลุ่มเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น 5%" นักวิเคราะห์กล่าว

บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยยังกังวลกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลง 0.48% เทียบกับค่าเงินเอเชียที่ดัชนี ASIA Dollar INDEX อ่อนค่าลง 0.22%

ทั้งนี้ ประเมินว่า ทิศทางค่าเงินในกลุ่ม TIPS โดยรวมยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงอีกในสัปดาห์นี้ เพราะวันนี้ (13 พ.ย.) อินโดนีเซียจะประกาศดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสที่ 3 ออกมาขาดดุลอีก 8.5 พันล้านดอลลาร์

"ในประเด็นความเสี่ยงจากกระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติ ประเมินต้นทุนซื้อเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของนักลงทุนต่างชาติในกรอบขาขึ้นรอบที่ผ่านมา (16 พ.ย.55-21 พ.ค.56) ไว้ที่ 1,303 จุด ซึ่งเมื่อเทียบกับตั้งแต่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมาแล้วถึง 1.07 แสนล้านบาท บนต้นทุนขายเฉลี่ยที่ 1,438 จุด นักลงทุนต่างชาติจะมีกำไรเฉลี่ย 10% และ ณ ระดับของ SET ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับต้นทุน หากสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่คลี่คลาย มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะขายออกมาอีก แต่ประเมินจะไม่ขายต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่ 1,303 จุด"

บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า จากอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้น และสัญญาณความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินทุนต่างชาติ ทำให้ยังคงเน้นการชะลอการลงทุนไปก่อน หลังจากที่แนะนำขายทำกำไรช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยกลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยงเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ที่นักลงทุนต่างชาติถือครอง และกลุ่มที่ตอบรับผลกระทบทางการเมืองเร็ว (Sensitive) เช่น ท่องเที่ยวและรับเหมาฯ ส่วนกลุ่มที่แนะนำให้ทยอยสะสม ช่วงที่ราคาปรับตัวลง ได้แก่กลุ่มที่ถูกนำเข้าดัชนี MSCI ได้แก่ หุ้นบีทีเอส (BTS) หุ้นทหารไทย (TMB) และกลุ่มส่งออก ที่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยจากปัจจัยภายในประเทศ และรับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ขณะนี้ ได้แก่ หุ้นเคซีอี หุ้นฮานา หุ้นทียูเอฟ และ จีเอฟพีที