ผู้บริหาร บลิส-เทล เตรียมยื่นหนังสือขอนัดหารือ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ เคลียร์ทุกปัญหา พร้อมล้างภาพหุ้นร้อน ยกระดับเป็นหุ้นชั้นดี
นายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล ประธานกรรมการ บริษัท บลิส-เทล (BLISS) กล่าวว่า บริษัทจะดำเนินการส่งงบการเงินในงวดไตรมาส 3/2556 ภายในสัปดาห์นี้(11-15 พ.ย. 2556) จากนั้นก็จะทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขอหารือกับทางการและสอบถามเรื่องประเด็นที่ทางการมีข้อสงสัยติดค้างกับบริษัท ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องเก่าในอดีตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นปัจจุบันกับอดีต โดยผู้บริหารจะยืนยันว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงใดๆ การเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจอย่างจริงจัง ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำให้ราคาหุ้นหวือหวา แต่ต้องการสร้างให้หุ้นบลิส-เทลเป็นหุ้นชั้นดี มีธุรกิจที่สร้างความมั่นคงให้ได้ในอนาคต
"สัปดาห์นี้จะมีการประชุมบอร์ดเพื่อรับรองงบการเงินงวดไตรมาส 3/2556 และการที่ขอพบทางการเพราะต้องการทราบว่ามีข้อสงสัยอะไรนอกเหนือจากงบการเงิน และต้องการหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อจะได้ชี้แจง และสร้างความมั่นใจว่ากลุ่มผู้บริหารต้องการเข้ามาทำธุรกิจอย่างจริงจัง หากไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคก็คาดหวังว่าหุ้นจะเปิดซื้อขายได้ไม่เกินไตรมาสแรกปีหน้า" ประธานกรรมการ กล่าว
การเข้ารับทำหน้าที่เป็นประธาน มองว่า บริษัท บลิส-เทล มีเรื่องที่ต้องดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเชิงดำเนินการธุรกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงาน และกลุ่มทุนใหม่ได้เข้ามาบริหารงานประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ใช้เวลาในการจัดการธุรกิจจำหน่ายมือถือ ตัดไปหมดแล้ว และหันมาดำเนินธุรกิจโดยเน้นการเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายและติดตั้งระบบโทรคมนาคม เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งระบบ 3จี และ 4จี ซึ่งสามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย และมั่นใจว่าภายในปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 1 พันล้านบาท และปีหน้าก็จะเติบโตมากขึ้น
ทั้งนี้ การเข้ามาบริหารงานบริษัท บลิส-เทล มีสิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ การแก้ไขปัญหาล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 208 ล้านบาท เบื้องต้นกรรมการบริษัทมีแผนที่จะล้างขาดทุนสะสมไว้แล้ว โดยจะเน้นนำกำไรจากการดำเนินธุรกิจมาใช้ล้างขาดทุนสะสม คาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้หมดไม่เกิน 2 ปี โดยพยายามจำหน่ายสินค้าโทรคมนาคมที่มีมาร์จินสูง ระดับ 20% ขึ้นไป
บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีสัดส่วนรายได้ในปีนี้ จะมาจากกลุ่มลูกค้าภาครัฐ 50% เอกชน 50% ในปีหน้าจะปรับเปลี่ยนเป็น เอกชน 70% รัฐบาล 30% โดยธุรกิจที่จะเข้าไป ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายสินค้า และวางระบบธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจดิจิทัลมีเดีย รวมถึงธุรกิจบิซิเนส แอพพลิเคชั่น โปรวายเดอร์ ซึ่งจะขยายไปในอนาคต และธุรกิจดังกล่าวเป็นช่วงขาขึ้น เนื่องจากประเทศไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบบสื่อสารโทรคมนาคม จาก 2จี เป็น 3จี และปลายปีหน้ามีโอกาสที่จะเข้าสู่ระบบ 4จี และมองว่าธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ยุคการเติบโตต่อเนื่องได้ถึง 4-5 ปี ดังนั้น จึงเป็นจังหวะที่ดีของผู้ประกอบการ
ส่วนแผนการใช้เงินทุนนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องลงทุนมากน้อยแค่ไหนในอนาคต แต่สิ่งที่บริษัทมีแนวคิดที่จะดำเนินการ คือ การเพิ่มทุน และนำหุ้นมาจัดสรรให้กับผู้บริหารและพนักงานเพื่อให้ผลตอบแทน หากสามารถบริหารงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวไม่ได้มีการถือครองหุ้นแต่อย่างใด









