เป็นการนับถอยหลังเข้าร่วมประมูลดิจิทัลทีวี หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
เปิดขายซองประมูลไปเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
บรรดาเอกชนที่สนใจเข้าร่วมซื้อซองประมูลมีถึง 49 ซอง 33 ราย เกินกว่าจำนวนช่องทั้งหมด ที่จะมีการประมูลจริงเพียง 24 ช่อง ทั้งช่องที่มีความคมชัดสูงสุด (HD) ช่องที่มีความคมชัดมาตรฐาน (SD) ช่องข่าว ช่องวาไรตี้ ช่องเด็ก เยาวชนและครอบครัว
ปลายปีนี้ทาง กสทช. วางกรอบให้มีการประมูลภายในเดือนธ.ค. เพื่อรองรับการออกอากาศได้ทันทีในปี 2557 หากสำรวจบริษัทเอกชนที่เข้ามาร่วมประมูลในครั้งนี้ ธุรกิจสื่อทุกบริษัท แทบจะไม่พลาดโอกาสนี้ เพราะถือว่าเป็นการพลิกโฉม ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ที่จำกัดตลาดเฉพาะช่องฟรีทีวี (3-5-7-9) ไปยังผู้ผลิตรายอื่นมากขึ้น
แน่นอนว่าผู้ผลิตแต่ละราย ที่ตบเท้าเข้าร่วมประมูลดิจิทัลทีวีล้วนมีเส้นสายแข็งด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าในด้านคอนเทนท์ และฐานะเงินทุน ซึ่ง Corporate Insight ได้เข้าไปเจาะลึกมุมมองของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิต ที่ขึ้นชื่อว่าครองใจวัยรุ่นไทยมากที่สุดในธุรกิจเพลง และจนถึงนาทีนี้ อาร์เอสประกาศชัดเจนว่า จะใช้จุดแข็งด้านคอนเทนท์ ยื่นประมูลดิจิทัลทีวี ในช่องวาไรตี้ 1 ช่อง ด้วย
พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการของอาร์เอส ให้ข้อมูลในประเด็นข้างต้นว่า การยื่นซองประมูลดิจิทัลทีวีของบริษัทนั้น จะใช้ช่อง 8 ที่ถือว่าเป็นจุดแข็งในการเข้าร่วมประมูล โดยจะเน้นใช้เม็ดเงินการลงทุนส่วนใหญ่ไปใช้พัฒนาคอนเทนท์ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็น 80 % จากวงเงินลงทุนทั้งหมดกว่า 500 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์ ทำคุณภาพสัญญาณให้ดีขึ้นด้วยการปรับเป็นระบบ HD
ส่วนปี 2557 งบลงทุนยังไม่ร่วมการประมูลดิจิทัลทีวี เน้นแค่ช่อง 8 ก็ขึ้นไปถึง 500 ล้านบาท เพื่อทำให้คอนเทนท์ของช่องแข็งแรงมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นยุทธ์ศาสตร์สำคัญในการเดินเกมทำธุรกิจของอาร์เอส ที่ได้เปรียบคู่แข่ง
ทั้งนี้การตั้งเป้าเติบโตของมีเดียอนาคต จะโฟกัสคอนเทนท์เป็นหลัก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสังคมที่รวดเร็ว การยึดกับแพลตฟอร์มนั้นจะทำให้ดำเนินธุรกิจได้ลำบาก แต่ถ้าคอนเทนท์ดีจะอยู่ที่ไหนก็มีคนดู นี้คือหลักการทำธุรกิจของบริษัท หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง อาร์เอสก็พร้อมจะเปลี่ยน ซึ่งผู้ชมไม่ได้ดูแค่ดาวเทียมแต่มีช่องทางอื่นอีกด้วย หากถามว่าวันนี้ อาร์เอส เดินไปในทิศทางไหนก็ชัดเจนว่าเป็น ผู้ผลิตคอนเทนท์
ตลาดที่แข่งขันตอนนี้ ใครจับแพลตฟอร์มเหนื่อยมากกว่า เพราะลงทุนสูง และยังเผชิญความไม่แน่นอน จากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว การจะลงทุนไปก่อนเพื่อหวังผลอีก 3-4 ปี ข้างหน้า ค่อนข้างมีความเสี่ยงมาก บริษัทจึงเน้นการผลิตคอนเทนท์ที่เข้าไปในทุกแพลตฟอร์มมากกว่า
สื่อมีเดียที่มีในมืออาร์เอส ตอนนี้ นำทัพหลักคือ ทีวีดาวเทียม มี 4 ช่อง ฟรีทีวี และช่องระบบบอกรับสมาชิก (Pat TV) 1 ช่อง คลื่อนวิทยุ 3 คลื่น ครอบคลุมกลุ่มผู้ฟังเพลงหลากหลาย ธุรกิจเพลง ธุรกิจอีเวนท์
แน่นอนว่าธุรกิจที่แข็งแรงที่สุด ทีวีดาวเทียม มีช่อง 8 เป็นอาวุธหลัก คอนเทนท์ส่วนนี้เป็นละคร ซึ่งจะผลิตเพิ่มอีก 15 เรื่อง ให้มีความหลากหลาย เช่น แนวบู๊แอ็คชั่น คอมเมดี้ รักโรแมนติก และดราม่าพีเรียด เพิ่มรายการวาไรตี้ เพิ่มรายการข่าวแบบเล่าสบายๆ ติดสีสันเข้าไปด้วย เพื่อรักษาอันดับเรตติ้งของช่อง 8 อันดับ 1 ในแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียม เพื่อก้าวไปสู่ดิจิทัลในอนาคต
ช่อง 8 มีเรตติ้งอันดับ 1 อยู่ในตอนนี้แต่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาก็เห็นชัดเจน เช่น ละครมากขึ้น มีละครใหม่ๆ เข้ามา รายการวาไรตี้มากขึ้น และเพิ่มรายการข่าวเข้ามา ปี 2557 จะเห็นชัด
นอกจากนี้อาร์เอสยังเพิ่มจุดแข็งให้กับธุรกิจด้วยการรุกช่องกีฬา โดยนำแมกซ์กีฬาฟุตบอล ทั้งลาลีกาสเปน ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาถึง 3 ปี และล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ที่จะประเดิมแข้งในปีหน้า ที่ประเทศบราซิล ก็จะเป็นการเสริมคอนเทนท์ให้กับอาร์เอสได้อย่างดี
ด้านแนวทางการบริหารคอนเทนท์ด้านกีฬา สูตรจะค่อนข้างแตกต่างกับวาไรตี้อื่นๆ เพราะต้องวางแผนการขายเป็นโปรเจค อย่างลาลีกาสเปน ต้องมาคิดว่าระยะเวลาดังกล่าวจะบริหารทำกำไร สร้างรายได้อย่างไร เป็นกลยุทธ์ทำธุรกิจบริหารออกมาเป็นทำช่อง ซันชาแนล คิดแพ็กเกจในราคา 99 บาทต่อเดือน
หรือใครที่จะซื้อกล่องสัญญาณไปเลยขายเป็นกล่อง ซัน บ็อกซ์ ชุปเปอร์ โกลด์ เป็นพันธมิตรกับทาง ทรู วิชั่น หรือพีเอสไอ หากหมดระยะเวลาลิขสิทธิ์ก็ต้องมาดูราคาประมูลอีกครั้ง
ส่วนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่ได้ก็จะบริหารแตกต่างไปอีก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากค่าโฆษณา จากผู้ชม (eyes ball) จำนวนมาก เรตติ้งก็จะสูงกว่า เพราะนานๆ ที 4 ปีมีครั้งผู้ชมก็รอคอยที่จะดู ทำให้บริษัทจะมีรายได้นี้เข้ามาผ่านช่องสัญญาณ และรายได้จากพันธมิตร หรือ แพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วย
จากการประเมินคร่าวๆ รายได้จากลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกบริษัทน่าจะมีรายได้เข้ามา 650-700 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของ อาร์เอส จากปีนี้แค่ธุรกิจทีวีดาวเทียมก็มีการเติบโต 140 %ของรายได้ทั้งปี 2555 อยู่ที่ 550-560 ล้านบาท ปีนี้มั่นใจว่าจะทำรายได้จากธุรกิจทีวีดาวเทียมให้เห็นที่ระดับ 1,200 ล้านบาท
การเติบโตมาจากเม็ดเงินโฆษณาที่มีสัดส่วนในโครงสร้างรายได้มากที่สุด 95 % ที่ผ่านมาการเติบโตของสื่อทีวีค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับสื่อวิทยุ อยู่ที่ 20-30% แต่ทิศทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบช่วงท้ายปี อาจจะเห็นเม็ดเงินโฆษณาหดตัวลงไปบ้างตามกำลังซื้อที่หายไป เป็นปัจจัยเสี่ยงที่บริษัทจับตาดูอยู่ว่าจะเห็นการตัดเม็ดเงินโฆษณามากน้อยแค่ไหน
ด้วยเรตติ้งช่องที่บริษัทพยายามทำให้แข็งแรงมากขึ้น ทำให้การใช้สื่อผ่านช่องยังมีประสิทธิภาพ ลูกค้าที่เข้ามายังไม่ชะลอเม็ดเงินโฆษณาลง อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการทำสัญญาระยะยาวด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ประคองตัวเลขการเติบโตปีนี้ไปได้
ธุรกิจสื่อแตกต่างจากธุรกิจอื่น แต่ธุรกิจประเภทนี้เมื่อขายมากขึ้นต้นทุนไม่ได้วิ่งตาม ขายมากรายได้มาก็เป็นกำไร ตอนนี้ยังคาดกำไรขั้นต้นเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้งรายได้ทั้งกลุ่มที่ 4,000 ล้านบาท แม้จะเห็นหย่อนลงไปบ้าง เพราะเม็ดเงินโฆษณาครึ่งปีหลังหายไป แต่กำไรเชื่อว่าทำได้ตามเป้า เพราะกำไรดีอยู่ในครึ่งปีที่ผ่านมามีกำไรแล้ว 160-170 ล้านบาท
เมื่อมาตรวจสุขภาพการเงินของอาร์เอสเตรียมใช้สู้ศึกทีวีดิจิทัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย ปฎิบัติการตอบแบบกึ่งรับกึ่งสู้ แต่ไม่ยอมเผยตัวเลขว่าเตรียมเงินไว้เท่าไรในการประมูล บอกแต่เพียงว่ามีเพียงพอตามแผนการลงทุนที่ตั้งเอาไว้ว่า อยากจะประมูลที่ราคาไหน พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าเตรียมตัวมาดีในการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้อย่างเต็มที
โดยช่องทางการหาแหล่งเงินลงทุนบริษัท ปัจจุบันมีรายได้เข้ามาเป็นกระแสเงินสดจากธุรกิจสื่ออยู่แล้ว เม็ดเงินลงทุนก็เน้นสร้างคอนเทนท์ มีรายได้โฆษณา มีกระแสเงินสดเข้ามาเพราะกำไรขั้นต้นสูงอยู่แล้ว ส่วนหนี้ต่อหุ้นทุน (D/E) ก็ต่ำ วงเงินกู้จากธนาคารก็เหลือ การเพิ่มทุนจึงไม่จำเป็นต้องรบกวนผู้ถือหุ้นแน่นอน







