วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกเครื่องประมงไทย ขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน

8 สมาคมประมงไทยเซ็นเอ็มโอยู ยึดมาตรฐานโลกผลิตสินค้า เลี่ยงวัตถุดิบผิดกฎหมาย หลังยอดส่งออกลดลงต่อเนื่อง หวังเป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ 8 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง วานนี้ (4 พ.ย.) ว่า จุดประสงค์คือการวางรากฐานการทำประมงอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยา ซึ่งถูกทำลายอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจโลก

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้ง 8 สมาคมจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเคร่งครัด โดยมีมาตรการ 3 แนวทางภายใต้โครงการพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ประมงภายใต้มาตรฐานการผลิตและการทำประมงอย่างรับผิดชอบ คือ 1.ลดการทำประมงขนาดเล็ก โดยผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ โรงงานปลาป่นและโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ กลุ่มซูริมิ ต้องไม่รับซื้อวัตถุดิบจากเรือประมงมาผลิตสินค้าเป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงวันที่ 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. ของทุกปี

2.การพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ประมงภายใต้มาตรฐานการผลิตและการทำประมงอย่างรับผิดชอบ โดยสนับสนุนให้ชาวประมงปฏิบัติตามข้อกำหนดของกลไกการตลาด โดยมีเป้าหมายหลักคือการขยายขนาดตามอวนลากเป็น 4 เซนติเมตร และใช้แรงงานถูกกฎหมาย พร้อมทั้งสนับสนุนโรงงานปลาป่นที่พร้อมปรับสู่การผลิตมาตรฐาน จีเอ็มพี และ 3.สนับสนุนให้มีการทำประมงอย่างยั่งยืนทั้งระบบพื้นที่ สิ่งแวดล้อมและแรงงานผ่านกลไกการตลาด โดยเริ่มในฝั่งอันดามันก่อน

นายสงวนศักดิ์ อัครวรินทร์ชัย นายกสมาคมปลาป่น กล่าวว่า การผลิตปลาป่นเป็นต้นน้ำของการผลิตสินค้าประมงทุกชนิด ปัจจุบันได้รับการต่อต้านว่าใช้วัตถุดิบที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ทั้งที่ 65% ของวัตถุดิบที่ไทยนำมาใช้เป็นเศษปลาที่เหลือจากโรงงานปลากระป๋องและซูริมิ ส่วนอีก 35% มาจากปลาขนาดเล็กที่ไม่นิยมบริโภค และปลาที่ช้ำจากการคัดปลา โดยทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย IUU

นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมประมงทั้งระบบมีมูลค่าการส่งออกแต่ละปีสูงถึง 2 แสนล้านบาทในจำนวนนี้กุ้งมีมูลค่าการส่งออกมากถึง 1 แสนล้านบาท จึงต้องใช้วัตถุดิบในการเลี้ยงกุ้งอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้สินค้าประมงไทยเป็นที่ยอมรับและไทยจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การลงนามดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือ และจะมีการลงนามความร่วมมืออีกครั้งในวันที่ 11 พ.ย.นี้เรื่องการใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมืออย่างจริงจังเพราะการส่งออกปีนี้ปรับตัวลดลงอย่างมาก ทั้งปลาแร่ ซูริมิ ปลาหมึก โดยเฉพาะซูริมิลดลงถึง 25 % ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุดิบน้อยลง และกฎเกณฑ์ต่างๆเข้มงวดมากขึ้น การส่งออกสินค้าของไทยจึงมีอุปสรรคต่อเนื่อง

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันวัตถุดิบทูน่าของไทยนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด และต้องซื้อจากเรือที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การลงนามครั้งนี้จะส่งผลให้สินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดมากขึ้น ซึ่งตลาดสินค้าประมงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากตามกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาด แต่การขยายตลาดจะมีกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยากขึ้น โดยต้องรักษาสิ่งแวดล้อมและต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ต้องผลักดันร่วมกับรัฐบาลทั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

สำหรับ 8 สมาคมที่ร่วมลงนามครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมกุ้งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย