ดาบสองคมสกัดหุ้นเก็งกำไร โบรกฯมอง ตลท.เดินหลงทาง
ผ่ามุมมองนายกสมาคมบล.-นายกสมาคมบลจ. มาตรการ Dynamic Price Band ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมนำมาใช้ป้องกันตลาดหุ้นผันผวน หวังสกัดเก็งกำไร "ภัทธีรา" ระบุช่วยลดความร้อนแรงได้จริง แต่ไม่เหมาะกับโครงสร้างตลาดทุนไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย ชอบความหวือหวา แนะคิดให้รอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบ ถามคนใช้ก่อน ขณะที่ "สมจินต์" ยันไม่กระทบ เหตุลงทุนหุ้นขนาดใหญ่
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ความเห็นผ่านรายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ถึงประเด็นร้อนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมออกมาตรการ Dynamic Price Band โดยคาดหวังจะสกัดการเก็งกำไร ช่วยลดความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า มาตรการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยในส่วนของข้อดีคือ จะช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น อย่างที่ผ่านมาตลาดหุ้นต่างประเทศบางแห่งมีความเคลื่อนไหวราคาหุ้นที่ผันผวนเร็วมากจนน่ากลัว ประกอบกับไม่มีราคาพื้นฐาน (floor) ทำให้หุ้นลงแรง รวมถึงมาตรการนี้จะช่วยลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลของโบรกเกอร์ด้วย
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน มาตรการนี้ก็มีข้อเสีย เพราะหากนำมาใช้กับตลาดหุ้นไทย จะทำให้บรรยากาศการลงทุนแบบเก็งกำไรหายไป เนื่องจากเมื่อราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีความผันผวนแรงตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯระบุไว้ก่อนหน้าว่าอาจจะเซตโปรแกรมให้หยุดซื้อขาย เมื่อราคาผันผวนแรงระดับประมาณ 5-10% ก็ต้องหยุด เมื่อหยุดซื้อขายนักลงทุนก็จะประเมินสถานการณ์การลงทุนใหม่ หรืออาจเลิกเก็งกำไรไป
"พอราคาผันผวนจากราคากลางไป 5-10% ซึ่งตรงนี้ยังไม่แน่ใจว่าตลาดหลักทรัพย์ฯจะใช้ตัวเลขไหน ก็ต้องหยุดซื้อขาย นักลงทุนก็ต้องมาประเมินทิศทางการลงทุนใหม่ว่าจะเอาอย่างไรดี จะซื้อหรือขาย มันทำให้หมดเสน่ห์การเก็งกำไรในตลาดหุ้นไป ที่ผ่านมาก็อยากให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนเพื่อให้ตลาดอนุพันธ์เทรดได้ แต่ตอนนี้จะออกมาตรการเพื่อลดความผันผวน ตลาดหุ้นอื่นๆ ที่เลือกจะใช้มาตรการนี้เพราะเขาไม่มีราคา floor แต่เรามีอยู่แล้ว จะออกมาตรการให้ซ้ำซ้อนทำไม ปรับ floor ที่ 30% มาเป็นตัวเลขอื่นดีกว่าไหม เพื่อไม่ต้องออกมาตรการใหม่มา"
นางภัทธีรา กล่าวต่อว่า การจะออกมาตรการใดๆ มา ประเด็นสำคัญที่ทุกตลาดหลักทรัพย์ฯต้องพิจารณา คือ จะกระทบกับกลไกตลาดหรือไม่ และมีความจำเป็นมากเพียงพอไหม ขณะเดียวกันผู้ออกมาตรการต้องถามความคิดเห็นของผู้ใช้ คือ นักลงทุนและโบรกเกอร์ก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพราะหากใช้มาตรการนี้แล้วการซื้อขายสะดุด จะกลายเป็นประเด็นว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยไม่อิสระพอ
"เร็วๆ นี้ตลาดหุ้นสิงคโปร์ก็มีแนวทางที่จะออกมาตรการใหม่ เพียงเพื่อดึงดูดนักลงทุนประเภท High Frequency Trader ซึ่งมีน้อยมากในตลาดหุ้นสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์ไม่มีราคา floor ส่วนตลาดหุ้นไทยมีราคา floor เราก็ต้องกลับมาดูว่าราคา floor - Ceiling ของเราดีพอหรือไม่"
นางภัทธีรา ให้ความเห็นอีกว่า ในมุมมองของโบรกเกอร์มองว่าตลาดหลักทรัพย์ฯต้องมองในมุมนักลงทุน เพราะ 60% ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อขายด้วยหุ้นขนาดกลางและเล็ก และในอนาคต บลจ.อาจลงมาเทรดหุ้นกลางหรือเล็กบ้างก็ได้ เราต้องคำนึงถึงความจำเป็นที่จะออกมาตรการ หากเปลี่ยนเป็นการปรับ floor มาเป็น 15% จากเดิม 30% จะได้ประโยชน์กว่าการออกมาตรการนี้หรือไม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องพิจารณาด้วย
"เชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะยังไม่ประกาศใช้มาตรการนี้เร็วนัก เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่ได้มีการหารือกับบริษัทหลักทรัพย์ฯเลย"
เธอกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ การที่ High Frequency มีเยอะก็จริง แต่ส่วนใหญ่มีมากในตลาดหุ้นต่างชาติ อย่างยุโรปหรือสหรัฐ ตลาดหุ้นในแถบเอเชียอย่างสิงคโปร์หรือไทยถือว่ามีน้อยมาก ดังนั้นต้องพิจารณาว่ามาตรการนี้จำเป็นหรือไม่
ขณะที่ นายสมจินต์ ศรไพศาล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) มองว่า หากตลาดหลักทรัพย์ฯออกมาตรการนี้ ผลกระทบที่จะเกิดกับ บลจ.คงมีไม่มาก เพราะ บลจ.จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่และมีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย
"เรามองว่ามาตรการนี้มีข้อดี คือ การป้องกันความผิดพลาดของบุคคลในการส่งคำสั่งซื้อขาย แต่ในทางตรงข้าม หากเป็นนักลงทุนที่มีความต้องการซื้อจริง ต้องการลงทุนจริงก็ย่อมได้ผลกระทบบ้าง ดังนั้นการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะออกมาตรการใดๆ สิ่งที่ต้องทำ คือ การหารือกับผู้ที่ได้รับผลกระทบกับมาตรการ ทั้งนักลงทุนและโบรกเกอร์เพื่อให้ได้ข้อมูลไปปรับใช้ที่ถูกต้องแน่นอน"
"ผมมองว่า เรื่องนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องพิจารณาในภาพรวม ต้องมีการหารือกันกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ เพราะมาตรการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย" นายสมจินต์ ระบุ









