"ชัชชาติ"ยกที่ดินมักกะสัน-สถานีแม่น้ำย่านช่องนนทรีให้คลังพัฒนาเชิงพาณิชย์ แลกล้างหนี้สะสม 8 หมื่นล้านของร.ฟ.ท.
การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีที่ดินอยู่ในความครอบครองกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 2.3 แสนไร่ แต่มีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินค่อนข้างต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตทางรถไฟ จึงไม่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้
สำหรับที่ดินในเขตกรุงเทพฯที่สามารถนำมาพัฒนาได้มีประมาณ 3.6 หมื่นไร่ ที่ผ่านมาร.ฟ.ท.มีแนวคิดนำที่ดินแปลงใหญ่บริเวณมักกะสันมาพัฒนาภายใต้โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ โดยจะเปิดให้เอกชนไทยและต่างชาติยื่นข้อเสนอพัฒนาที่ดินระยะยาว และจะคัดเลือกเอกชนเพียงรายเดียว โดยผลศึกษาระบุว่าต้องใช้เงินลงทุนกว่าแสนล้านบาทในการพัฒนาโครงการ ล่าสุดกระทรวงคมนาคมมีนโยบายนำที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินสถานีรถไฟแม่น้ำบริเวณช่องนนทรีให้กระทรวงการคลังพัฒนา เพื่อแลกกับการล้างหนี้สินสะสมที่มีอยู่กว่า 8 หมื่นล้านบาท
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโรงงานมักกะสันของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) วานนี้ (28 ต.ค.) ว่า ร.ฟ.ท.มีแผนย้ายโรงงานมักกะสันไปยังพื้นที่โรงงานแก่งคอยภายในเวลาปีครึ่งถึง 2 ปีนี้ และร.ฟ.ท.จะนำที่ดินบริเวณโรงงานมักกะสันประมาณ 497 ไร่ และที่ดินสถานีรถไฟแม่น้ำ บริเวณช่องนนทรี ประมาณ 277 ไร่ ให้กับกระทรวงการคลังเป็นผู้พัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อแลกกับการยกหนี้สะสมของร.ฟ.ท.ที่มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
"ข้อดีของการให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พัฒนาทรัพย์สินเพราะมีความเชี่ยวชาญในการบริหารพัฒนาที่ดินมากกว่าร.ฟ.ท. และเป็นการพัฒนาที่มีมุมมองในภาพรวมตลาด ขณะที่ธุรกิจหลักของร.ฟ.ท.คือการให้บริการเดินรถ ไม่ใช่การพัฒนาทรัพย์สิน และที่ผ่านมาร.ฟ.ท.ทำเรื่องการพัฒนาทรัพย์สินไม่ค่อยดีนัก"
ประเมินราคาที่ดิน2แปลงใน1เดือน
ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาร.ฟ.ท.ได้เจรจากับกระทรวงการคลังมาแล้วครั้งหนึ่ง และได้ข้อสรุปว่าให้ร.ฟ.ท.ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อนำมากำหนดรูปแบบการแลกหนี้ว่าควรเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม หากพบว่ามูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าหนี้สิ้น สามารถปรับลดระยะเวลาเช่าจากเดิมที่คาดว่าจะเช่าระยะยาว 50 ปี ต่ออายุสัญญาได้อีก 50 ปี โดยอาจเหลือ 30 ปี ต่ออายุสัญญาอีก 30 ปี หรืออาจจ่ายผลตอบแทนให้ร.ฟ.ท.ในปีท้ายๆของสัญญา ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1 เดือน
"ผมไม่ต้องการให้ร.ฟ.ท.มีภาระหนี้สิน หากไม่มีหนี้สินสามารถเดินหน้าทำงานอื่นๆได้อีกมาก โดยหนี้สินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้ที่รัฐบาลให้ร.ฟ.ท.กู้เพื่อนำมาอุดหนุนโครงการรถไฟฟรี"
ทั้งนี้ การให้เช่าระยะยาวจะไม่ใช่การโอนสิทธิ และในอนาคตเมื่อล้างหนี้สินสะสมแล้ว รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดเจนเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่การกำหนดอัตราค่าโดยสารจะต้องสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง ไม่ใช่ให้ร.ฟ.ท.รับภาระจากการควบคุมอัตราค่าโดยสารให้ต่ำกว่าต้นทุนเหมือนในปัจจุบัน
คลังขอประเมินราคาที่ดินก่อน
นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ต้องประเมินราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวอีกครั้งว่าจะมีมูลค่าเท่าใด และสามารถพัฒนาให้กลายเป็นผลตอบแทนเพื่อทดแทนหนี้สินที่ร.ฟ.ท.เป็นหนี้กระทรวงการคลังได้หรือไม่
"การประเมินราคาของที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเพียงการประเมินราคาเบื้องต้น ซึ่งกระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ต้องประเมินราคาอีกครั้ง และต้องดูว่า การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินนั้น จะได้รับผลตอบแทนที่ทดแทนหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้ง"
ทั้งนี้ หลักการของการนำที่ดินมาแลกกับหนี้สินนั้น แม้จะนำที่ดินมาแลกหนี้ แต่เจ้าของที่ดินยังเป็นร.ฟ.ท. เพียงแต่มอบให้กระทรวงการคลังเข้ามาพัฒนาเพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ส่วนหน่วยงานที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่นั่นยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวถือเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาที่ดินของรัฐวิสาหกิจ และที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ให้เกิดมูลค่า โดยการพัฒนาที่ดินในส่วนของรัฐวิสหากิจยังมีส่วนช่วยให้รัฐวิสาหกิจมีความแข็งแรงมากขึ้น ถือว่าเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
เอกชนคาดใช้เงินลงทุนมหาศาล
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท กล่าวว่า บริษัทยังไม่ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ดินบริเวณมักกะสัน เพราะเห็นว่านอกจากจะเป็นที่ดินให้เช่าแล้วยังเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล
ขณะที่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกระบุว่าได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ดินทั้งบริเวณมักกะสันและที่ดินบริเวณสถานีแม่น้ำ จากการสอบถามผู้บริหารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ระบุว่าเร็วเกินไปที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้
บุคลากรขาดแคลนกว่า4พันราย
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ร.ฟ.ท.ยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรประมาณ 4,000 ราย ขณะที่หัวรถจักรและขบวนรถไฟไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยมีความต้องการหัวรถจักรอีก 218 คัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดซื้อ 77 คัน ขบวนรถขนส่งผู้โดยสาร 430 ตู้ อยู่ระหว่างจัดซื้อ 115 ตู้ ขบวนรถขนส่งสินค้า 3,444 ตู้ อยู่ระหว่างจัดซื้อ 308 ตู้ โดยจำนวนรถดังกล่าวจะสามารถรองรับการให้บริการถึงปี 2568
"จำเป็นต้องผลิตบุคลากรด้านรถไฟเพื่อรองรับการขยายงานของรถไฟในอนาคต ขณะนี้โรงเรียนรถไฟได้เปิดสอนอีกครั้งหลังจากปิดไป 6 ปี มีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 180 คน โดยบุคลากรเหล่านี้จะเข้ามาช่วยรองรับงานในอนาคตต่อไป"
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งรถไฟทางคู่ต่างๆ จำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือ เครื่องจักร บุคลากร และการซ่อมบำรุงให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะดีขึ้นจากการดำเนินงานตามพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งร.ฟ.ท.ต้องทบทวนแผนงานต่างๆให้เหมาะสม
ส่วนโรงงานมักกะสันที่จะย้ายไปที่แก่งคอยนั้น คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 8 พันล้านบาท ซึ่งไม่ได้อยู่ในพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่จะใช้งบลงทุนซึ่งร.ฟ.ท.มีแผนอยู่แล้วเพราะปัจจุบันโรงงานมักกะสันมีสภาพทรุดโทรมมาก โดยเป็นโรงซ่อมใหญ่เมื่อรถไฟใช้งานครบระยะทุก 5-6 ปี จะต้องเข้ารับการซ่อมบำรุงใหญ่
สำหรับเป้าหมายของร.ฟ.ท.ตามแผน 7 ปี กำหนดว่าปริมาณการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 50 ล้านตัน จากปัจจุบัน 11 ล้านตัน รายได้จากการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 16,000 ล้านบาท จากเดิม 1,700 ล้านบาท ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านเที่ยว จากเดิม 35 ล้านเที่ยว รายได้จากการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 8,790 ล้านบาท จากเดิม 3,800 ล้านบาท









