การเมืองร้อนกดดันหุ้นไทยหัวทิ่ม ผวานิรโทษกรรม"ทักษิณ" โบรกฯมองเดือนพ.ย. ปม"พระวิหาร"รอขย่มอีกระลอก แนะนักลงทุนลดพอร์ต รอช้อนตอนราคาต่ำ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ (21 ต.ค.) ดัชนีปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,448.54 จุด ลดลง 36.18 จุด หรือ 2.44% ระหว่างวันปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,446.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 45,423.26 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4,038 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 690.37 ล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อ 1061.95 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 3,656.65 ล้านบาท
นายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ ปรับตัวลดลงมาก เพราะนักลงทุนเกิดความกังวลเรื่องความรุนแรงทางการเมือง ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่จะมีการพิจารณาในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะผ่าน และก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน
"เดือนพ.ย.เป็นเดือนที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่องปัจจัยทางการเมือง ทั้งเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะล้างผิดตั้งแต่เดือนปี 2548 ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องจ่ายเงินคืน ซึ่งจะทำให้เกิดการคัดค้าน และการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่คิดเห็นต่างกัน ตลาดหุ้นจึงเกิดความกังวลตรงนี้"
ทั้งนี้ ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,427-1,430 จุด แต่หากหลุดต่ำกว่าแนวรับดังกล่าว ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,400 จุด และแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนเพื่อรอดูแนวโน้มปัจจัยทางการเมืองก่อน ส่วนนักลงทุนระยะยาว แนะนำให้รอจังหวะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าปัจจุบันจึงทยอยซื้อสะสม
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เชื่อว่าการขายทำกำไรหลังรู้ผลการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าตลาดผ่านการปรับฐานเพื่อลดความร้อนแรงไปแล้ว ในรอบสัปดาห์นี้ตลาดจะกลับมาให้ความสนใจกับการคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งแม้จะไม่ใช่ไตรมาสที่ดีนักเพราะเป็น Low Season ของหลายธุรกิจแต่ตลาดก็เริ่มรับรู้แล้วและนักวิเคราะห์เองก็เริ่มขยายมุมมองยาวไปถึงปีหน้า ทั้งนี้เชื่อว่า การ Sell on Fact หลังประกาศผลประกอบการจึงอาจเกิดขึ้นน้อยกว่าในไตรมาสอื่นๆ
ตลาดก็อาจมองยาวไปถึงสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม FED 29-30 ต.ค. ส่วนใหญ่คาดว่าจะยังไม่มีการชะลอ QE ในครั้งนี้ ขณะที่การปรับลดจีพีดีของไทย โดยธปท.ศุกร์นี้ ไม่ใช่ข่าวร้ายใหม่ ไม่น่าจะกดดันตลาดได้ ภาพโดยรวมในสัปดาห์นี้จึงค่อนข้างเป็นบวกกับสินทรัพย์เสี่ยง จึงสามารถเลือกหุ้นที่มีคาดการณ์กำไรที่ดีเป็นเป้าหมายในการเลือกซื้อได้
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นภาคบ่ายปรับตัวลงไปกว่า 20 จุด มาจากความกังวลปัจจัยการเมืองในประเทศที่ต้องจับตาให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและการชุมนุมของกลุ่มคัดค้านรัฐบาล ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มแบงก์มีการขายทำกำไรออกมาบางส่วน หลังจากผ่านพ้นช่วงเล่นเก็งผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากปัจจัยดังกล่าว เพราะภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ดัชนีเป็นบวก ส่วนตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดมาเป็นลบเล็กน้อย
ด้านนายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการ และรักษาการหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดลงเพราะการเมือง เรื่องร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเดือนหน้าก็จะมีเรื่องเขาพระวิหาร บวกกับข่าวดีจบแล้ว ก็มี ก็มีการขายลักษณะ Sell on Fact ออกมา
ทั้งนี้ ความกังวลเรื่องร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลับเข้ามาสู่ตลาดอีกครั้ง หลังเมื่อวันศุกร์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าว แก้ไขให้ทุกฝ่าย ได้รับนิรโทษกรรมจากการกระทำความผิดทางการเมือง ซึ่งทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดง ความคัดค้าน และเตรียมเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม ซึ่งคาดจะพิจารณาวาระที่ 2 และ วาระที่ 3 ได้ในช่วงต้นเดือนพ.ย.นี้ ส่วนวันที่ 11 พ.ย.นี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กำหนดให้ มีการอ่านคำพิพากษาในคดีตีความปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา
นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว ในทางเทคนิค การที่ดัชนีหลุดระดับ 1,470 ลงมา ทำให้สัญญาณทางเทคนิคไม่ดีด้วย การที่ดัชนีปรับลดลงมารวดเร็ว น่าจะทำให้ดัชนีมีโอกาสดีดตัวขึ้นทางเทคนิคได้ในวันนี้ (22 ต.ค.) แต่การปรับขึ้นในช่วงนี้ ก็ยังเป็นโอกาสของการขายทำกำไร โดยมองดัชนีมีแนวต้านที่ระดับ 1,460 และแนวรับที่ 1,440 จุด









