"นักลงทุนต้องปรับตัวในเชิงธุรกิจ ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์" : อุดม วิวัฒนไชย เลขาธิการบีโอไอ
แนวโน้มการลงทุนทั้งในและต่างประเทศของประเทศไทยในปี 2557 จะมีทิศทางการส่งเสริมการลงทุนอย่างไร หลังยอดขอรับการส่งเสริมลงทุนในช่วง 8เดือนปีนี้มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าการลงทุน 7 แสนล้านบาท
นายอุดม วิวัฒนไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ และนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) อธิบายไว้ในรายการ "Business Talk" หัวข้อ "อนาคตธุรกิจไทยลงทุนในและต่างแดน" ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
นายอุดม บอกว่า นโยบายสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นอย่างไร ทั้งมาตรการภาษี และการช่วยเหลือสนับสนุนในการพัฒนา ซึ่งในแง่ของมาตรการภาษีปัจจุบันถือว่าแข่งขันได้ แต่ในแง่ของการสนับสนุนด้านพื้นฐานในการพัฒนาเพื่อต่อยอดการผลิตอาจน้อยกว่าคู่แข่ง
บีโอไอจึงปรับทิศทางการส่งเสริมลงทุน คือ 1.ส่งเสริมการลงทุนกิจการที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดซึ่งเป็นจุดด้อยของประเทศขณะนี้ โดยตั้งเป้าเพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้เป็น 50% จากปัจจุบัน 30-40% และ2.ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มแพ็คเก็จสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม รวมถึงการใช้สิทธิบัตรในประเทศ หรือวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
ขณะที่นโยบายส่งเสริมนักธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันนักธุรกิจไทยกว่า 50% ลงทุนในประเทศ จะทำอย่างไรให้ขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อแสวงหาแรงงานราคาถูก วัตถุดิบ เพิ่มศักยภาพในการผลิตหรือสร้างอุตสาหกรรมอื่นๆสนับสนุน รวมทั้ง ขยายขนาดและสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาด
ทั้งนี้ นโยบายส่งเสริมการลงทุนปี 2557 ได้กำหนดประเทศเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มประเทศอาเซียน เน้นพม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย 2. กลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น อินเดีย จีน ซึ่งกิจการบางประเภทยังต้องการการลงทุน และ 3.กลุ่มประเทศแอฟริกา โดยประเทศที่มีศักยภาพ เช่น โมซัมบิก แทนซาเนีย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติ อัญมณี พลังงานทดแทน อาหารทะเล
"นักลงทุนต้องปรับตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์การทำธุรกิจ บีโอไอมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ส่วนการปรับนโยบายคงไม่ต้องปรับในแนวทางใหญ่ๆ แต่รายละเอียดอาจมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชน"
ด้านนายธนิต ระบุว่า ที่ผ่านมาบีโอไอส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในสัดส่วนถึง 90%ของมูลค่าการลงทุนทั้งประเทศ หากนักลงทุนญี่ปุ่นมีปัญหาและย้ายฐานการลงทุนเหมือนกรณีย้ายฐานจากจีนมาไทย จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก หากเป็นไปได้บีโอไอควรกระจายประเทศที่ดึงเข้ามาลงทุน ไม่ควรผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
นอกจากนั้น ยังควรกระจายกิจการที่ส่งเสริม เพราะปัจจุบันสัดส่วนการลงทุน 1 ใน 4 เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการเติบโตและความยั่งยืนขึ้นอยู่กับอัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลก ถ้ากระจายไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและส่งออก น่าจะมีความยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และยังกระจายรายได้ต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรได้
"หากดูตัวเลขการลงทุนของประเทศต่างๆในไทยพบว่ามีเพียง 8 ประเทศเท่านั้น คือ ญี่ปุ่น จีน อาเซียน เกาหลีใต้ ไต้หวัน เราควรกระจายการลงทุนจากหลายๆประเทศ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงหากประเทศใดเกิดปัญหาย้ายฐานการผลิตออกไป"
อย่างไรก็ตาม หากบีโอไอยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมลงทุนในกิจการที่ใช้แรงงานมาก ภายใน 5 ปีจะเกิดปัญหาแย่งแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานระดับล่าง หากเปลี่ยนมาเน้นอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการ โดยส่งเสริมตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง จะเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการลงทุนอุตสาหกรรมกลางน้ำกับปลายน้ำ แต่ขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น โรงถลุงเหล็ก
ทั้งนี้ ไทยควรลงทุนในอุตสาหกรรมบริการมากขึ้น เพราะประเทศพัฒนาแล้วควรมีอุตสาหกรรมบริการลงทุนมากๆ เช่น โลจิสติกส์ อู่ต่อเรือ ชิ้นส่วนอากาศยาน ท่องเที่ยว การศึกษา แนวทางการส่งเสริมของบีโอไอควรร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ผมไม่อยากให้ดึงการลงทุนต่างชาติเข้ามามากไป เพราะต้องมาแย่งแรงงานกัน"
ขณะที่นายอุดม ชี้ว่า ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายสำคัญของไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งการจะกระจายการส่งเสริมลงทุนจากประเทศอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่ากิจการที่ส่งเสริมจากประเทศนั้นๆ มีอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายเราหรือไม่ ซึ่งในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะเป็นการลงทุนในภาคบริการมากขึ้น เช่น สายการบิน ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เขตอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการลงทุนภาคบริการบ้างแล้ว โดยช่วง 8เดือนยอดส่งเสริมการลงทุนในกิจการภาคบริการเพิ่มเป็น 40%จากเดิม 20%









