ไทยพาณิชย์มองวิกฤติเพดานหนี้สหรัฐ-คิวอี กดดันตลาดเงินผันผวน-เงินไหลออก บีบกนง.ชั่งน้ำหนักความเสี่ยงศก.-เสถียรภาพตลาดเงิน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ในการประชุมวันที่ 16 ตุลาคม 2556 โดยกนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภาคการส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซน และเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเริ่มทรงตัวโดยมีทิศทางฟื้นตัวช้าๆ
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังมองความเสี่ยงสำคัญจากเสถียรภาพการเงินโลกและความล่าช้าในการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ กนง. มองว่าผลการเจรจาปรับเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และความไม่ชัดเจนของช่วงเวลาในการปรับลดขนาดมาตรการ QE เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการเงินโลกรวมไปถึงตลาดการเงินของไทย นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
EIC ระบุว่า จับตาดูการฟื้นตัวของการส่งออก ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางด้านการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งหากการเจรจาเกิดความยืดเยื้อและการเบิกจ่ายงบประมาณย้อนหลังให้แก่หน่วยงานที่ปิดทำการมีความล่าช้า อาจทำให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเลกระป๋อง ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง โดย EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงอยู่และเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรติดตามต่อไป
"แนวโน้มความผันผวนของตลาดการเงินโลก ทำให้มีความเสี่ยงด้านเงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการขยายเพดานหนี้และช่วงเวลาการปรับลดขนาดมาตรการ QE ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวน และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ กนง. เนื่องจากต้องให้น้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงิน"









