วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จำนำข้าวฉุดการคลัง เปิดทางเก็งกำไรค่าเงิน

"ณรงค์ชัย"ห่วงภาระคลังจากนโยบายจำนำข้าว ต่างชาติจับตาใกล้ชิด เตือนฉุดความเชื่อมั่น เปิดทางเก็งกำไรค่าบาท ธปท.-เวิลด์แบงก์คาดตลาดยังผันผวน

บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในตลาดเงิน-ตลาดทุนต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าโอกาสที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 17 ต.ค. นี้มีค่อนข้างน้อย แม้ว่าฝ่ายการเมืองสหรัฐยังหาข้อยุติไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณและเพดานหนี้ แต่ความผันผวนในตลาดเงินโลกยังมีอยู่ต่อไปจากความกังวลที่เกิดขึ้นและนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารสหรัฐ (เฟด)

การแก้ปัญหาปิดหน่วยงานรัฐและเพดานหนี้นั้น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังย้ำจุดยืนเดิม ที่ต้องการให้สภาคองเกรสต้องออกร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้เป็นเวลา 1 ปี และเปิดทำการหน่วยงานรัฐบาล โดยไม่มีการพ่วงเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ขณะที่พรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมาก มีจุดยืนในการเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐโดยให้ระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ พร้อมพ่วงเงื่อนไขให้มีการเลื่อนการบังคับใช้ระบบประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบามา หรือ โอบามาแคร์ ออกไปอีก 1 ปี

การหาข้อสรุปไม่ได้ระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ได้ส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งมีความผันผวนตามข่าวที่ออกมารายวัน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักเศรษฐศาสตร์ ได้มองไปไกลกว่าปัญหาในสหรัฐ เพราะเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วนักการเมืองในสหรัฐจะตกลงกันได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2554 แต่ที่กังวลมากกว่าคือปัญหาด้านการคลังของรัฐบาลจากนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินจำนวนมาก

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เชื่อว่าปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะสามารถเจรจากันได้ในนาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะยุติ เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ดังนั้นความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนโลกจึงยังมีต่อเนื่อง

นายณรงค์ชัย กล่าวว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องระมัดระวังมากสุด คือ ภาระภาคการคลังที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจถูกนักลงทุนต่างชาติหยิบมาใช้เก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นได้

นายณรงค์ชัยกล่าวว่าจากการแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา พบว่าต่างชาติกำลังจับตาการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นการลงทุน แต่เป็นลักษณะประชานิยม ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างชาติห่วงว่ารายจ่ายเหล่านี้จะทำให้ภาคการคลังของไทยได้รับผลกระทบในอนาคตหรือไม่

"ถ้าเป็นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนเขาไม่ห่วงเลย เขาชอบด้วย เพราะทำให้เรามีความเข้มแข็งขึ้นทั้งในด้านการผลิตสินค้าและบริการ แต่ตัวที่เขาห่วงมากสุด คือ เรื่องข้าว เป็นตัวที่เขาถามผมมากที่สุด เขาถามว่า เราจะขาดทุนเท่าไร ผมก็ไม่รู้จะตอบเขายังไง เพราะไม่รู้จริงๆ ถ้าใครรู้ก็ช่วยตอบเขาด้วย" นายณรงค์ชัย กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลใช้เงินในโครงการรับจำนำใน 4 ฤดูกาลผลิตกว่า 6.7 แสนล้านบาทในโครงการรับจำนำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ฤดูกาลผลิตใหม่ 2556/57 อนุมัติงบประมาณ 2.7 แสนล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการ

เตือนใช้เป็นปัจจัยเก็งกำไรค่าบาท

นายณรงค์ชัย เตือนว่าในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์ต่างประเทศบางกลุ่ม หยิบเรื่องผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวมาใช้ในการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนบ้างแล้ว โดยนำไปวิเคราะห์ในกรณีที่เลวร้ายสุด หลังจากนั้นก็ปล่อยผลศึกษาออกมา ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทไทยเกิดความผันผวนอย่างมาก

"คือ นักค้าเงินเขาคอยหาประโยชน์จากความผันผวน ถ้าเขาเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เขาก็ไม่มาเล่นเงินเรามากนัก แต่ถ้าเขาเห็นว่า เราดูแลตัวเองไม่ดีพอเขา ก็มาเล่นเงินเรา เราก็เดือดร้อน"นายณรงค์ชัย กล่าว

การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่ามาโดยตลอดตั้งแต่เฟดออกมาตรการคิวอี โดยแข็งค่าสุดที่ระดับ 28.69 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเดือนเม.ย. ปีนี้ ก่อนจะอ่อนค่าลงจากการส่งสัญญาณลดคิว จนล่าสุดเคลื่อนไหวที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์

ชี้ศก.โลกไม่สมดุลกระทบตลาดเงิน

ด้าน นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “Investment in the New Global Imbalance” ซึ่งจัดโดย บลจ.เอ็มเอฟซี ว่า ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเริ่มมีผลกระทบต่อตลาดเงินมากขึ้น จากเดิมที่ผลกระทบจะมีแต่ในภาคเศรษฐกิจแท้จริง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความพยายามในการแก้ปัญหาของประเทศหลักอย่างสหรัฐ ซึ่งดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านคลาย ผ่านการใช้มาตรการคิวอี ทำให้ปริมาณเงินในระบบโลกมีมากขึ้น เงินเหล่านี้ก็เริ่มออกไปหาแหล่งที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

"เมื่อปริมาณเงินมากขึ้น ความผันผวนในตลาดเงินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะเห็นว่าค่าเงินบาทไทยเองก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วย สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของเงินบาทจากระดับ 28.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเวลาไม่นานนัก"นางรุ่ง กล่าว

ชี้มีโอกาสเงินไหลกลับระยะสั้น

นางรุ่ง กล่าวอีกว่า ความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีต่อไทยนั้น ระยะสั้นมีความเป็นไปได้ที่เงินจะไหลกลับเข้าภูมิภาครวมทั้งในประเทศไทย หลังจากที่เฟดชะลอการลดมาตรการคิวอีลง ประกอบกับเศรษฐกิจจีนเริ่มดูดีขึ้น จึงคิดว่าเงินทุนยังเป็นทิศทางการไหลเข้า แต่ก็ต้องจับตาดูวันที่ 17 ต.ค.นี้ว่า รัฐบาลสหรัฐจะสามารถเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นได้หรือไม่

สำหรับระยะกลางมีความเป็นไปได้ที่เงินเหล่านี้จะไหลออก เพราะเชื่อว่าท้ายที่สุด เฟด คงต้องลดและเลิกการใช้มาตรการคิวอีลง ถึงตอนนั้นเงินก็คงไหลออกจากภูมิภาครวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่ในระยะยาวแล้ว ยังเชื่อว่าด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังดี ก็น่าจะดึงดูดให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้เช่นกัน

นางรุ่ง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการเจรจาเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐนั้น หากไม่สามารถตกลงกันได้จนทำให้สหรัฐต้องผิดนัดชำระหนี้ (Default) เชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกคงมีอย่างมาก แต่ในส่วนของ ธปท. เชื่อว่า โอกาสที่สหรัฐจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้นมีน้อยมาก

ธนาคารโลกชี้แก้หนี้ได้ ปัญหาก็ไม่จบ

ด้าน นางกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวเช่นเดียวกันว่าโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้มีน้อยมาก เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐปล่อยให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมหาศาล เศรษฐกิจไทยก็คงได้รับผลกระทบด้วย จึงเชื่อว่านักการเมืองสหรัฐคงไม่มีรายใดที่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกขึ้น

"เรามองแล้วว่าถ้าปล่อยให้ผิดชำระหนี้ ผลกระทบจะมหาศาลมาก แม้ว่าเฟดจะยังไม่ลดการใช้มาตรการคิวอี ก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่ถึงแม้รอบนี้รัฐบาลสหรัฐจะได้รับการขยายเพดานหนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะจบ เพราะด้วยภาระการคลังของสหรัฐที่ยังเพิ่มต่อเนื่อง หากไม่มีการปรับโครงสร้างใดๆ ระดับหนี้ก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมาเผชิญปัญหาเดียวกันนี้อีกในอนาคต" นางกิริฎา กล่าว

ไอเอ็มเอฟเตือนอีกรอบ

นายมิน จู รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า นักการเมืองในสหรัฐควรรีบเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านงบประมาณ หลังจากส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐ และทำให้เกิดความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้

นายมิน จู กล่าวว่า ถึงแม้เขาไม่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ความไม่แน่นอนในเรื่องเพดานหนี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินสหรัฐและทั่วโลก

นายมิน จู กล่าวว่า "เราไม่คาดว่าจะมีการผิดนัดชำระหนี้ โดยโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำมาก แต่ถ้าหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา สิ่งนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดสหรัฐและตลาดโลก ซึ่งเราไม่ต้องการจะเห็นสิ่งนี้"

"เราสนับสนุนให้พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่ตลาดมีความกังวลอย่างมากต่อเรื่องนี้ โดยสิ่งที่สำคัญ ก็คือทั้งสองพรรคจะต้องลดความไม่แน่นอนที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก"

ความขัดแย้งด้านงบประมาณส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐต้องปิดทำการนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นมา และทำให้เกิดความกังวลกันว่าสภาคองเกรสอาจจะไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐจากระดับ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ทันกำหนดเส้นตายในวันที่ 17 ต.ค.

การผิดนัดชำระหนี้จะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.8 % ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และนักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจเติบโตเร็วขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

เชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำรอบ 9 เดือน

ผลสำรวจระบุว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงในเดือนต.ค. แตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ในขณะที่การปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ของชาวสหรัฐที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

ธอมสัน รอยเตอร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงลง จาก 77.5 ในเดือนก.ย. สู่ 75.2 ในช่วงต้นเดือนต.ค. และตัวเลขนี้ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. เป็นต้นมา นอกจากนี้ ยังอยู่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์ที่ 76.0 ด้วย

ภาวะทางตันทางงบประมาณในสหรัฐ ส่งผลให้พนักงานของรัฐบาลกลางจำนวนหลายแสนคนถูกสั่งพักงาน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม

นางเยเลนา ชุลยัทเยวา นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ กล่าวว่า "การที่วิกฤติงบประมาณเกิดขึ้นในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ค้าปลีกในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี"