วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กูรูฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย 2.5%

กูรูฟันธง กนง. ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ในการประชุม 16 ต.ค. นี้ เหตุสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น มองเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันพุธที่ 16 ต.ค.นี้ ถือเป็นการประชุมที่มีโจทย์ท้าทายสำคัญ เพราะนอกเหนือจากการพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ยังมีเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปมปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการประเมินว่าท้ายที่สุดแล้วสหรัฐจะสามารถขยายเพดานหนี้ได้ทันก่อนเส้นตายในวันที่ 17 ต.ค.นี้ หรือไม่

รวมไปถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงหรือปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือไม่ อย่างไร เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเงินทุนไหลเข้า-ออกมาในไทยทั้งสิ้น

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มมีความเป็นไปได้น้อยมากที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น จึงมองว่าในการประชุม กนง. ครั้งนี้ ที่ประชุมน่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม คือ 2.5%

"โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับลดลงตอนนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย แม้ต่างประเทศบางเฮ้าส์ (สำนักวิจัย) มองว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะลดลงยังมีอยู่ แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 2.8% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และช่วงที่เหลือของปีนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตได้ระดับ 3-4% ดังนั้นค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 4% จึงมีความเป็นไปได้ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 2.5% จึงน่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม"นางสาวอุสรา กล่าว

ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงไว้ในระดับ 2.5% ยาวถึงกลางปีหน้า หลังจากนั้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ เป็นผลจากสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ขณะที่การท่องเที่ยวถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ รวมทั้งภาครัฐกลับมาเบิกจ่ายได้ตามปกติหลัง ทำให้งบประมาณปี 2557 สามารถผ่านพ้นมาได้

นอกจากนี้ หากพิจารณารายงานการประชุม กนง. รอบที่ผ่านๆ มา จะเห็นชัดเจนว่า คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่มองว่า ดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังถือเป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ในอนาคต ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่มองว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนในการประชุมครั้งนี้

ส่วนความกังวลเรื่องเสถียรภาพในสหรัฐอเมริกานั้น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่า ระยะสั้นอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าระยะยาวแล้วสหรัฐ ไม่น่าจะปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นต่อเนื่อง และเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว พรรคการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายของสหรัฐ จะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ซึ่งถ้าสหรัฐแก้ปัญหานี้ได้ น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐระยะยาวฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การประชุม กนง. วันที่ 16 ต.ค. นี้ เชื่อว่า กนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% เช่นเดิม และคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม

"กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง และไม่ได้แย่ลงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ จึงไม่เห็นความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ย ทำให้เชื่อว่า กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย"นายไพบูลย์ กล่าว

เชื่อแบงก์ชาติปรับลดจีดีพีไม่มาก

สำหรับการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น เชื่อว่าไม่น่าจะปรับลดประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลงไปมากเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล เพราะว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแม้จะชะลอตัวไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก โดยมองว่า ธปท. น่าจะปรับประมาณการการจีดีพีของไทยในระดับที่มากกว่า 3%

ส่วนปัจจัยเสี่ยงในเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐที่มีความเสี่ยงจะทำให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกนั้น เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่ามีความกังวลมากนัก เพราะมองว่าเป็นเรื่องของการเมืองสหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดสหรัฐน่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับเดิม เพราะข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ชัด โดยเฉพาะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3 ที่จะประกาศในเดือนพ.ย. เชื่อว่า กนง. จะติดตามและประเมินอีกครั้ง แต่เชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่เตรียมประกาศออกมาน่าจะดีขึ้น

ส่วนการประชุม กนง. รอบถัดไป ที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ย. นั้น น่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจชัดเจน รวมทั้งการพิจารณาขยายเพดานหนี้ในสหรัฐที่อาจนำมาพิจารณาร่วมด้วย แต่การประชุมรอบนี้ ตัวเลขล่าสุดยังทรงตัว ไม่ได้ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยลง ถึงขั้นต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยในทันที

ระบุอาจปรับดอกเบี้ยครั้งหน้า

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในการประชุม กนง. ครั้งนี้ เชื่อว่า กนง. จะยังตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ก่อน แต่มีความเสี่ยงที่จะปรับลดลง 0.25% ได้ เพราะแม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะดูดีขึ้น แต่สถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน

"เรายังมีมุมมองเดิมว่า การประชุมใน 2 ครั้งที่เหลือ ทาง กนง. น่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงมาสักครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นครั้งหน้า เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเงินเฟ้อไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ระดับต่ำ โดยเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนไปทางกรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 0.5% จึงมีโอกาสที่จะเห็น กนง. ลดดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินเฟ้อให้ไกลจากขอบล่าง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะเห็นดอกเบี้ยนโยบายไทยจบสิ้นปีที่ 2.25%"นายเบญจรงค์ กล่าว

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้ กนง. จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% เพื่อรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยมาส 3 ว่า ยังมีสัญญาณที่อ่อนแออยู่หรือไม่ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ ของธนาคารเชื่อว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ไม่น่าจะแค่ทรงตัวเท่านั้น

นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน อาจทำให้ กนง. ตัดสินใจรอดูสถานการณ์ดังกล่าวก่อน เพราะถ้าสหรัฐไม่สามารถเจรจากันได้ ก็คงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการส่งออก

"แม้ครั้งนี้เรามองว่า กนง. จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ แต่ครั้งหน้าเชื่อว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ บวกกับเงินเฟ้อที่ค่อนไปทางต่ำ น่าจะเปิดโอกาสให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ 0.25% เราจึงเชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะจบปีที่ 2.25%"นายอมรเทพ กล่าว