เพดานหนี้กดดันเพิ่มขึ้น มี 1,425 จุด เป็นจุดหมุนหลัก กลับไปยืนไม่ได้หมุนลง 1,380 จุด
SET View
- ประเด็นหลักวันนี้ เรายังคงมองการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐเป็นความเสี่ยงหลัก แม้เราจะประเมินว่าสุดท้ายสหรัฐจะสามารถขยายเพดานหนี้ได้ทันเส้นตาย 17 ต.ค.2556 แต่ถ้าการเจรจายังคงยืดเยื้อออกไปความกังวลว่าสถานการณ์ของ SET อาจกลับมาซ้ำรอยปี 2554 จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในปีดังกล่าว 2 เดือน (8 ส.ค.-6 ต.ค.2556) หลังจากที่ S&P ปรับลด Credit Rating ของสหรัฐลง SET ปรับตัวลงถึง 16.4% โดยกลุ่มหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลงมากกว่า SET ในช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Global Play โดยเฉพาะปิโตรเคมี (-34.5%) , อิเล็กทรอนิกส์ (-29.0%) และขนส่ง (-22.1%) ตรงกันข้ามกับหุ้นในกลุ่ม Domestic Play ที่ปรับตัวน้อยกว่า หรือ Outperform เมื่อเทียบกับ SET โดยเฉพาะโรงพยาบาล (+3.6%), สื่อสาร (-3.0%) และค้าปลีก (-6.5%) ทำให้การพักตัวในระยะสั้นหุ้นในกลุ่ม Global Play จะมีโอกาสถูกขายลดความเสี่ยงออกมามากกว่ากลุ่ม Domestic Play
- SET จำเป็นต้องกลับไปยืนเหนือ 1,425 จุดให้ได้ เพื่อลุ้นดีดตัวต่อไปที่ 1,460 จุด ตรงกันข้ามถ้า SET ยังคงเดินหน้าหมุนลงต่ำกว่า 1,425 จุด มีโอกาสไหลลงไปที่ 1,380 และ 1,350 จุดเร็วมากเช่นกัน อย่างไรก็ดีเรามองการพักตัวลงระยะสั้นใน ต.ค.2556 เป็นโอกาสในการเข้า “ทยอยสะสม” ในระยะ 1-3 เดือน เนื่องจากเราประเมินว่า SET มีแนวโน้มที่จะกลับมาแกว่งตัวขึ้นจริงจังอีกครั้งใน พ.ย.-ธ.ค.2556 โดยที่จะมีปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินที่จะเข้ามา 1.5 หมื่นล้านบาทจากกองทุน LTF-RMF และการจัดตั้งกองทุน VUYU2 มูลค่า 2 แสนล้านบาทในช่วงต้นปี 2557
- กลยุทธ์การลงทุน : การลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กลับมาใช้กลยุทธ์เดิมคือจะ “ซื้อเก็งกำไร” ต่อเมื่อ SET กลับมายืน 1,425 จุดเท่านั้น ขณะที่ต่ำกว่า 1,425 จุด เน้น “ดีดขึ้นขาย” กลับมาถือเงินสดรอซื้อกลับ 1,380-1,350 จุด สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) แนะนำ “คงสัดส่วนการถือหุ้น” ที่ 75% โดยเน้นหุ้น INTUCH, MFEC, THCOM, PS, LPN, SPALI, PTTEP, BCP, TOP, PTTGC, RS, BEC, AH และ CPALL









