บรรลุอิสรภาพทางการเงินผ่าน'Asset Allocation'

หลักคิดสู่ความสำเร็จของการออมการลงทุนในทรรศนะของ "สุรสีห์ จงไชโย"
ภาวะวิกฤติการเงินโลกตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาล้มในช่วงปี 2008 จากปัญหาซับไพร์ม มีวิกฤติเศรษฐกิจทำให้หุ้นตกลงมา ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่ 10 ปี มีครั้ง ที่ทำให้คนรวยๆ ขึ้นไปอีก และคนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถมีความมั่งคั่งขึ้นมาได้อีก
"ความรู้...คู่สติ" คือ หลักคิดสู่ความสำเร็จในเรื่องของการออมการลงทุนในทรรศนะของ "สุรสีห์ จงไชโย" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารกองทุน สายงานจัดการลงทุน บลจ.ฟินันซ่า หนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่มากประสบการณ์ทั้งการดูแลเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ดูการลงทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งโบรกเกอร์หุ้นและทองคำ ก่อนที่จะหวนคืนวงการบลจ.อีกครั้ง โดยเป็นแม่ทัพด้านการลงทุนคนสำคัญของบลจ.ฟินันซ่าในปัจจุบัน วันนี้เขาจะมาแชร์มุมมองด้านการลงทุนส่วนตัวให้ฟังกัน
สุรสีห์ บอกว่า การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องมี "ความรู้" ซึ่งจะทำให้รู้ว่าควรจะกระจายการลงทุนอย่างไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่ได้เท่าคนอื่นเขาแต่ก็จะไม่เสี่ยงจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องมี "สติ" กำกับคอยจัดการภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ทำให้ "กลัว" จนเกินไปในตลาดขาลง หรือ "โลภ" จนเกินไปในตลาดขาขึ้น ส่วนตัวบริหารการลงทุนโดยดูงบการเงินส่วนบุคคล (Personal Income Statement) คือ รายได้หักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นเงินลงทุนสุทธิและเงินสดสภาพคล่อง พยายามที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายและเงินสดสภาพคล่องน้อยที่สุดแต่ให้เพียงพอกับความต้องการในชีวิตประจำวันทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายจรนั่นจะทำให้มีเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพราะจะมีรายได้ที่มาจากรายได้ประจำและรายได้จากการลงทุนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอเข้าหลักแนวคิด "ออมก่อนใช้" และจะมีเงินเหลือเก็บเพื่อลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย
ทั้งนี้ในเรื่องของการลงทุนไม่อยากให้นักลงทุนมองเพียงฝั่งของ "สินทรัพย์" ของบุคคลเพียงอย่างเดียวแต่ควรดู "ภาระหนี้สิน" ประกอบด้วย ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้สินระยะยาวอื่นๆ ว่ามีอยู่หรือไม่ โดยพยายามสร้างสมดุลให้ "งบการเงิน" ของตัวเองไม่มีภาระหนี้สินมากจนเกินไป ในขณะที่ฝั่งของ "สินทรัพย์" เองนั้นก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถจะรับได้ด้วย ส่วนตัวรับความเสี่ยงได้ประมาณ 35% ในภาวะปกติ
"ดังนั้น พอร์ตปัจจุบันจะแบ่งเป็น 35% ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน อีก 35% คือส่วนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งจะอยู่ในตลาดทุนผ่าเครื่องมืออย่างกองทุนประหยัดภาษีทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นหลัก อีก 30% จะอยู่ในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนชั้นดี เป็นการจัดสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation) เท่านั้นเอง ในปีที่แย่อาจจะได้ผลตอบแทนขั้นต่ำประมาณ 3.0% แต่ในปีที่ดีอาจจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-15% ได้สบายๆ เช่นกัน"
สุรสีห์ ยังบอกอีกว่า นอกจากการจัดพอร์ตการลงทุนในภาพใหญ่ระยะยาวแล้ว ยังมีการปรับพอร์ตการลงทุนระยะสั้นตามภาวะตลาด (Tactical Asset Allocation) ด้วย ซึ่งจะทำให้ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ลงทุนผ่านตลาดทุนเป็นหลัก ในส่วนที่ลงทุนในหุ้นผ่านกองทุน LTF-RMF ตรงนี้จะมีสัดส่วนวิ่งอยู่ระหว่าง 10-35% ปัจจุบันอยู่ประมาณ 15% ทองคำวิ่งระหว่าง 5-10% เพื่อช่วยป้องกันเงินเฟ้อ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8% ส่วนที่เหลือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อรอเวลาที่หุ้นตกลงมาพร้อมจะมีเงินส่วนหนึ่งที่พร้อมเข้าช้อนซื้อได้ทันที ซึ่งปัจจุบันมีส่วนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 12% จาก 35% ตรงนี้ นี้คือชั้นที่ 1 ที่เป็น Tactical Asset Allocation
"อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤติการเงินโลกตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาล้มในช่วงปี 2008 จากปัญหาซับไพร์ม มีวิกฤติเศรษฐกิจทำให้หุ้นตกลงมา ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่ 10 ปี มีครั้ง ที่ทำให้คนรวยๆ ขึ้นไปอีก และคนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถมีความมั่งคั่งขึ้นมาได้อีก ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น ก็มีก๊อก 2 ตรงนี้ไว้อยู่ในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี 30% ที่พร้อมจะใส่เข้ามาลงทุนในหุ้นเมื่อมองแล้วว่าความเสี่ยงในขาลงน้อยและโอกาสในขาขึ้นมีมากกว่า แล้วเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปค่อยขายหุ้นโยกเงินกลับไปไว้ในสัดส่วนของหุ้นกู้ตามภาพใหญ่ในการจัดสินทรัพย์ระยะยาวตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง"
โดยการเลือกลงทุนของตัวเองจะยึดหลัก 4 P ได้แก่ 1) "Product" ต้องดีและเราเข้าใจโปรดักท์นั้นๆ หรือเข้าใจธุรกิจนั้นๆ เป็นอย่างดี 2) "Price"ราคาที่จะเข้าลงทุนซื้อขายไม่จำเป็นต้องถูกแต่ต้องเป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งความรู้ด้านการเงินในการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์จะมีประโยชน์ช่วยได้เป็นอย่างดี 3) "People"คือผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นที่เราจะเข้าไปร่วมเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับเขาต้องดีและเก่งที่สำคัญต้องมีการสร้างคนในรุ่นถัดๆ ไปเพื่อรับช่วงต่อให้ธุรกิจนั้นดำเนินต่อไปได้ในอนาคต และ 4) "Promotion/Potential" คือ โปรดักท์ที่มีศักยภาพในการเติบโตก็พร้อมที่จะจ่ายซื้อในราคาส่วนเพิ่ม (Premium Price) หรือเมื่อตั้งใจจะลงทุนในหุ้นหรือทองคำอยู่แล้ว บังเอิญภาครัฐให้โปรโมชั่นด้านภาษีผ่านกองทุน RMF-LTF ก็เหมือนลงทุนที่ส่วนลด (Discount) แนะนำให้คนทำงานที่มีภาระภาษีใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้ให้เต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ รวมถึงเรื่องของประกันชีวิตด้วย เป็นต้น
ส่วนตัวสุรสีห์เอง มีการลงทุนผ่านหลายบลจ.เพราะมองว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วยระดับหนึ่ง และหลายบลจ.ก็มีสไตล์การบริหารแตกต่างกันไป ทั้ง "การบริหารเชิงรุก (Active Fund)" และ "การบริหารเชิงรับ (Passive Fund)" โดยตัวเองจะไม่เลือกกองทุนที่ Active มากนัก ไม่เช่นนั้นจะเป็นการ Active บน Active ไป เพราะส่วนตัวมีการบริหารสัดส่วนการลงทุนระยะสั้นผ่านกองทุน RMF อยู่แล้ว ในกรณีที่หุ้นตกก็คาดหวังให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของกองหุ้นนั้นต้องตกด้วย และในกรณีที่หุ้นขึ้นก็คาดหวังให้ NAV ของกองหุ้นขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะทำการสวิตช์กองทุนได้ยาก
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะบรรลุสู่ "อิสรภาพทางการเงิน" ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ สุรสีห์ เอง โดยหวังว่าในท้ายที่สุดแล้ว รายได้จากการลงทุนจะสร้างผลตอบแทนมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับตัวเขาเองได้ในตอนที่เขาเกษียณนั่นเอง







