อุตสาหกรรมเปิดแผนพัฒนาระยะ 20 ปี ดันธุรกิจไทยเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตเข้ากับอาเซียน พัฒนาตราสินค้าไทยขึ้นระดับภูมิภาค-ระดับโลก
วานนี้ (3 ต.ค.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนา OIE Forum 2556:Nex Generation of Thai Industry อุตสาหกรรมยุคใหม่ก้าวที่ท้าทายสู่อนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1 พันคน
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต” ว่า การเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น เกิดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น มีประชากรวัยทำงานลดลง และเกิดการขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจจากตะวันตกมาเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเอ็นจีโอ และพลังประชาชนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกมากขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่นำไปสู่การขาดแคลนอาหารและทรัพยากร ทำให้เกิดข้อเรียกร้องทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรม ปี 2555-2574 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็น 3 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายในระยะที่ 1 มีระยะเวลาปีที่ 1-5 เป็นการสร้างความพร้อมก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตในระดับภูมิภาคเตรียมความพร้อมสู่เออีซี โดยปรับปรุงกฎระเบียบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ พัฒนาเรื่องโนว์เลจเบสท์ อินดัสตรี เชื่อมโยงเป็นฐานการผลิตและบริการในอาเซียน
เป้าหมายในระยะที่ 2 ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลา การมุ่งเน้นการพัฒนาต่อจากการพัฒนาฐานความรู้ เพื่อนำมาต่อยอดในการพัฒนาภาคการผลิตและสินค้า เน้นการผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปรับบทบาทประเทศไทยให้เป็นตัวกลางในการจัดการบริหารจัดการระบบห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค ให้เป็นที่ยอมรับในอาเซียน
ขณะที่เป้าหมายที่ 3 ระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในด้านตราสินค้าไทยที่ก้าวไกลไปในตลาดโลก เป็นผู้บริหารจัดการตราสินค้าที่มีเครือข่ายการผลิตจากในภูมิภาคที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และอุตสาหกรรมไทยเป็นที่ยอมรับ โดยมีความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรมนุษย์
สุวัจน์ยันต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเกษตร
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย จะต้องมีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยจะต้องสนับสนุนใน 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 อุตสาหกรรมที่ไทยเข้มแข็ง และต้องรักษาความแข็งแกร่งในระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในอาเซียน และติด 1 ใน 10 ของผู้ผลิตรถยนต์โลก มียอดการผลิตปีละกว่า 2 ล้านคัน ขณะที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอาหาร ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก จึงต้องรักษาความเข้มแข็งให้ยั่งยืนต่อไป
ส่วนที่ 2 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งไทยจะต้องก้าวตามให้ทันในอุตสาหกรรมเหล่านี้ และส่วนที่ 3 อุตสาหกรรมเสาหลักที่ยั่งยืนของไทย ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรม เนื่องจากในอนาคตประชากรโลกจะเพิ่มไปถึง 9 พันล้านคน จะมีความต้องการสินค้าอาหารเป็นจำนวนมาก และในทุกครั้งที่ไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรจะเป็นตัวหลักในการค้ำจุนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด รวมทั้งยังสามารถนำผลิตผลการเกษตรไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ นำวัตถุดิบการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง ยาง และปาล์ม ไปต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมชั้นสูง ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล
สศช.แนะปรับตัวรับ 6 เทรนด์ใหม่
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในการเสวนาเรื่อง “อุตสาหกรรมยุคใหม่ ก้าวที่ท้าทายสู่อนาคต” ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจของโลก 6 เทรนด์ด้วยกัน ที่ผู้ประกอบการไทยต้องสนใจเพื่อปรับตัว ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เช่น อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ที่มียอดขายลดลงมาก เนื่องจากกระแสของแทบเล็ตที่ไม่ใช้ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เป็นต้น
2.การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลก ทำให้เกิดมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ขึ้นมามาก หากผู้ผลิตไม่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ก็จะค้าขายในตลาดโลกได้ยาก รวมทั้งยังเป็นโอกาสของธุรกิจใหม่ๆ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพื่อลดภาวะโลกร้อน เป็นต้น 3.การรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ ก่อให้เกิดกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ๆ ทั่วโลก รวมทั้งอาเซียน หากไทยเร่งเข้าไปใช้โอกาสจากอาเซียน ก็จะสร้างความได้เปรียบมากขึ้น 4.การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอางที่มาจากธรรมชาติ 5.วัฒนธรรม โดยจะต้องนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างความโดดเด่นเหนือสินค้าอื่น และ 6.การเมือง
เชื่อมสถาบันการศึกษาแปรผลวิจัย
แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับการใช้งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพราะปัจจุบันประเทศเกิดใหม่หลายประเทศเริ่มเปิดตัวและสามารถผลิตได้ ไม่ต่างจากไทย ดังนั้นกระทรวงอุตฯ ซึ่งเป็นผู้วางแผนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมสถาบันการศึกษากับภาคเอกชนให้ได้ เพื่อให้สามารถนำงานวิจัยมาใช้ในทางการค้าได้มากขึ้น
"การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีขณะนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องตามเรื่องนี้ให้ทันเพื่อมาบอกกับผู้ประกอบการ รวมถึงให้คำแนะนำกับรัฐบาลเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายจูงใจเปลี่ยนแปลงการผลิต"
นายอาคม กล่าวว่า ในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมให้รับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชนให้ประเทศสามารถหลุดออกจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ลดช่องว่างขอรายได้ ถ้าการพัฒนาแล้วทำให้ช่องว่างทางรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะเกิดปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของสังคม พร้อมกันนี้ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐด้วย
แนะเอสเอ็มอีผนึกรับมือโลกเปลี่ยน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ที่ทำให้สามารถรับกับทุกวิกฤติได้ คือ ภาคเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่หลากหลายและการค้าบริการ แต่ก็มีประเด็นที่เป็นปัญหาต้องเร่งแก้ไขคือการขาดแคลนแรงงาน หรือฝีมือแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ
กระแสการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง ซึ่งต้องมีการช่วยเหลือให้เกิดการรวมตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ดึงภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน พร้อมการปรับตัวของเอกชน โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ในประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน และต้องผลักดันให้เกิดแบรนด์ของประเทศให้ได้ จากปัจจุบันที่สินค้าไทยจำนวนมากเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศแล้ว







