นายกฯสั่งหน่วยงานเศรษฐกิจเกาะติดสหรัฐชัตดาวน์-คิวอี-เศรษฐกิจยุโรปชะลอ หวั่นกระทบส่งออก-เอสเอ็มอี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจว่าในที่ประชุมได้มีการหารือถึงปัจจัยต่างๆที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะต้องเฝ้าระวังว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้
สำหรับเหตุการณ์การปิดหน่วยงานของรัฐ (Government shutdown) ในสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมฯได้มีการหารือถึงผลกระทบของเหตุการณ์นี้ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยได้มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต โดยในสมัยทีนายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดีในปี 2538 ก็เคยมีการปิดหน่วยงานของรัฐเป็นเวลา 21 วัน แต่ก็ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก อย่างไรก็ตามคาดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะสามารถได้ข้อสรุปภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งมองว่าประธานาธิบดีและ ส.ส.ของสหรัฐฯจะมีความเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากปัญหาคลี่คลายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเลยก็ได้
"เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญ เพราะน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานเรื่องการส่งออกได้ดี สิ่งสำคัญคือต้องเฝ้าระวังดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนเหมือนกับในช่วงกลางไตรมาสที่ 2ของปีนี้ที่เงินบาทแข็งค่าจนกระทบการส่งออกมาแล้ว ช่วงนี้มาเอาใจช่วยสถานการณ์นอกประเทศ และเหตุการณ์อุทกภัยที่ต้องติดตาม เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ต้องวิตก"
ด้านนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในที่ประชุมฯนายกรัฐมนนตรีได้มีการสั่งการให้หน่วยงานเศรษฐกิจติดตามสถานการณ์ภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐฯคือ การปิดทำการของหน่วยงานภาครัฐ มาตรการการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งเศรษฐกิจของสภาพยุโรป (EU) ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก โดยนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่าความผันผวนของเศรษฐกิจภายนอกประเทศจะกระทบกับค่าเงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าและกระทบกับการส่งออกได้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่านายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในประเทศได้ จึงได้มอบหมายให้ สศช.และกระทรวงการคลังตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์สถานะและความต้องการของ SMEs เพื่อให้คำแนะนำในการปรับตัวได้ทันสถานการณ์









