วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนี้ครัวเรือนพุ่ง1.3ล้านล้าน ผวารากหญ้าบ่จี๊

ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนไตรมาส2 พุ่ง 1.3 ล้านล้านบาท "เช่าซื้อ-บัตรเครดิต"นำโด่ง นายแบงก์ห่วงรากหญ้ามีปัญหา "กรุงไทย"เช็กข้อมูลเครดิตบูโรถี่ยิบ

ตัวเลขเงินกู้ยืมภาคครัวเรือน ของสถาบันการเงินที่รับฝากเงินและสถาบันการเงินอื่นในไตรมาส 2 ของปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่ามียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 9,276,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,259,163 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า สถาบันการเงินที่ไม่ได้รับฝากเงิน ได้แก่ ธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจบัตรเครดิต หลักทรัพย์ หรือประกัน มีการเติบโตของหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่าสถาบันที่รับฝากเงินโดยมียอดหนี้เพิ่มขึ้น 271,171 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 28.97%

ขณะที่เงินกู้ยืมจากสถาบันรับฝากเงิน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้น 987,992 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 13.95%

ทั้งนี้การเติบโตหลักๆ ของเงินกู้ยืมภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาจาก บริษัทหลักทรัพย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 53.70% เงินกู้ยืมจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 36% ส่วนเงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์มีอัตราการเติบโต 19.68%

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมา 16% ใกล้เคียงกับหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มมาตั้งแต่สิ้นปี 2554 ที่เติบโต 17% สาเหตุหลักมาจากเงินกู้ยืมเพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ และตามด้วยโครงการรถคันแรกที่กระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่วนบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากค่าครองชีพของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นซึ่งยังเป็นระดับที่ควบคุมได้

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีระดับหนี้ครัวเรือนสูงถึง 85% ต่อจีดีพี ขณะที่ของไทยยังอยู่ในระดับ 77% ต่อจีดีพี ถือเป็นระดับที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แม้ในขณะนี้หนี้เสียโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 2% ยังเป็นระดับที่รับได้ แต่ธนาคารต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่อาจมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เพราะอาจกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ได้

"ธนาคารจะตรวจสอบสินเชื่อบุคคลเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลจากเครดิตบูโรที่ต้องเข้าไปดูบ่อยขึ้น เพิ่มความเข้มงวดกับลูกค้าที่ไม่ได้มีบัญชีเงินเดือนผ่านธนาคาร ซึ่งยอมรับว่ากลุ่มนี้อาจเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารยากขึ้น รวมถึงลูกหนี้ที่ใช้สินเชื่อรายย่อยไปทำธุรกิจ แต่ช่วงหลังมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งธนาคารได้เข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้บ้าง และยังเป็นกังวลเรื่องฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือกำลังซื้อที่ลดลงเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนอาจมีผลกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่แบงก์ระวังการปล่อยสินเชื่อไปด้วยทำให้กระทบจีดีพีได้เช่นกัน"

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากเทียบสิ้นปี 2555 ตัวเลขเอ็นพีแอลของธนาคารเพิ่มขึ้นในระดับ 5.7% ยังถือว่าสอดคล้องกับประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่มองว่าตลอดทั้งปีนี้หนี้ภาคครัวเรือนจะเติบโตเพียง 9-10% ชะลอตัวลงจากปีก่อนที่ขยายตัวสูงถึง 18% โดยในช่วงที่เหลือของปีเชื่อว่าหนี้ครัวเรือนจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก และน่าจะอยู่ในกรอบที่คาดไว้จึงไม่น่าเป็นกังวล โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาเป็นหนี้ที่เกิดจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐทั้งบ้านหลังแรก รถคันแรกรวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในสินเชื่อบ้านและเช่าซื้อ ขณะที่สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตยังมีสัดส่วนไม่มากนัก

"หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อบ้าน ซึ่งปกติสินเชื่อปล่อยใหม่ต่อปีอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นสุทธิ 2 แสนล้านบาทคิดเป็นการเติบโต 9% ซึ่งก็สอดคล้องกับระบบ ส่วนสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตมียอดคงค้างแค่ 2.7 แสนล้านบาทการเติบโตแต่ละปีอาจเห็นเลข 2 หลัก แต่ก็ไม่น่าห่วงเพราะฐานต่ำกว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสที่หนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอีกจากสินเชื่อบ้านที่เป็นสินเชื่อที่มีความจำเป็นและเป็นการลงทุนจึงไม่น่าห่วง ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารก็จะไม่เร่งการเติบโตสูงมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องทำการตลาดมากนัก"

ด้านนางสาวอารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารชะลอการขยายสินเชื่อบุุคคลมาตั้งแต่ไตรมาส 2 เพื่อเป็นความระมัดระวังในช่วงที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ส่วนธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่มความระมัดระวังเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะใช้จ่ายผ่านบัตร และชำระหนี้กลับเข้ามาจนหมด ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างปรับลดลงตามไปด้วย