"ยิ่งลักษณ์"ขนผลงานโชว์ 1 ปี ได้เรียกความเชื่อมั่นของต่างประเทศทั้งเศรษฐกิจ-การค้า ด้าน"อภิสิทธิ์"ระบุเศรษฐกิจถดถอย ค่าครองชีพพุ่ง
สภาผู้แทนราษฎรประชุมนัดพิเศษ เพื่อพิจารณารับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปีที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 สค. 54 - 23 ส.ค. 55
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานวาระครบรอบ 1 ปีว่า ตั้งแต่ที่รัฐบาลได้รับเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการแถลงนโยบายต่อสภาฯ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 54 รัฐบาลได้ยึดหลักการปฏิบัติหน้าที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ 1.เศรษฐกิจสมดุลเพื่อความเข้มแข็งของประเทศ, 2.สร้างความเชื่อมั่นสู่สังคมที่ปรองดอง บนหลักของความเสมอภาคและเท่าเทียม และ 3.การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ปีแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลได้เผชิญกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลได้มีการดูแล รวมถึงมีการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จำนวน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมถึงตัดสินใจลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงต่างๆ เพื่อนำเงินมาใช้ในการเยียวยาและดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและภาครัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ตัวเลขของจีดีพี ในปี 54 ที่ถดถอยลงกว่า 8-9% แต่ในปี55 จีดีพีของประเทศกลับมาอยู่ในระดับ 6% ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่น ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง เรียกความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาของต่างประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินงานของครม.ในด้านเศรษฐกิจภาพรวม จะพบว่าที่ผ่านมาประเทศบริหารงบประมาณในลักษณะขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ตั้งใจว่าในปี 2560 จะทำงบประมาณให้เกิดความสมดุล
สำหรับความกังวลตัวเลขหนี้สาธารณะ ยืนยันว่าขณะนี้เรามีระดับหนี้ที่คิดเป็นเงิน 1.4ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวไม่ได้เป็นภาระต่องบประมาณเพราะหากเทียบกับตัวเลขจีดีพีจะอยู่ที่ 8% เท่านั้น
ในด้านการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย มีแนวทางเพิ่มรายได้ขยายตัวที่เหมาะสม มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการรักษาอัตราการจ้างงาน ส่วนการส่งเสริมการท่องเที่ยวพบว่าก่อนหน้านั้นมียอดนักท่องเที่ยวในประเทศเพียง 20 ล้านคนต่อปี แต่ปี 2555 นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเป็น 22ล้านคน
นโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 300 บาท ครม.ได้ผ่านและให้มีผลแล้ว รวมถึงการปรับฐานเงินเดือนให้กับภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ส่วนการยกระดับสินค้าราคาเกษตรได้มีการดำเนินการอย่างเหมาะสม ส่วนการลดหนี้และดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรรายย่อย ได้ดำเนินการจนเป็นผลให้เกษตรกรมีแนวโน้มชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ ด้านการสร้างรายได้เข้ารัฐ นั้นได้มีการขยายฐานภาษีทำให้รายรับของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย
ส่วนการลดรายจ่ายด้วยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทำให้น้ำมันดีเซล อยู่ในระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลได้กำหนดการควบคุมสินค้าไปจำนวน 42 รายการ และมีการตรึงราคาสินค้าอีก 140 รายการทำให้สินค้าที่สำคัญมีราคาลดลง
"การดำเนินการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้ภาคธุรกิจมีการชำระภาษีอย่างตรงไปตรงมา สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในอาเซียน และระดับโลก ส่วนโครงการบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกได้สร้างโอกาสให้ประชาชนให้มีสินทรัพย์ที่สำคัญในชีวิต เป็นการลงทุนเพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว และทำให้ประชาชน จำนวน 1ล้านคนเป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้ ส่วนการบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประกาศหลักเกณฑ์ราคากลาง และราคาการจัดซื้อจัดจ้างทุกชนิด ได้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 55 ” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า นายกฯ วางเป้าให้ประเทศก้าวหน้า ภาวะเศรษฐกิจเข้มแข็ง และเกิดการปรองดองนั้น แต่การประเมินขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย จากองค์กรกลาง เช่น ไอเอ็มดี พบว่าสมรรถนะการแข่งขันของรัฐบาลตกลงทุกด้าน
ขณะที่องค์กร WEF ที่สำรวจถึงดัชนีชี้วัดศักยภาพในการแข่งขัน จากทั้งหมด 148 ประเทศ พบว่าช่วงที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารพบจุดอ่อนของปัญหาคือการบริหารจัดการภาครัฐ เช่น ใช้เงินทุนสาธารณะที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถูกจัดในอันดับ 101, ความไว้วางใจประชาชนต่อตัวการเมือง อยู่ที่อันดับ 127, การใช้จ่ายภาครัฐที่สูญเปล่า อยู่ที่อันดับ 107 และความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ที่อันดับ 109 เป็นต้น
แนวโน้มด้านรายได้ พบว่ามีการขยายตัวติดลบ และเข้าสู่ภาวะถดถอย มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี คือร้อยละ 0.7 ในปีล่าสุด ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 44.3 ซึ่งยังไม่รวมหนี้ที่เกิดจากการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทและเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
นโยบายเร่งด่วน อาทิ การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชน พบว่ารัฐบาลมีการซ้ำเติมประชาชนอย่างมาก เช่น ราคาน้ำมันแพงกว่าที่รัฐบาลได้ให้คำสัญญาไว้ ช่วงแรกได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลสูงเกิน 30 บาทต่อลิตรทำให้ภาคขนส่ง และภาคบริการขึ้นราคา เพราะมีค่าต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลได้ช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลแล้ว กลับไม่ได้ลดราคาสินค้าหรือภาคการขนส่ง ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
ขณะที่ค่าไฟฟ้า รัฐบาลได้ปรับให้ใช้ไฟฟ้าฟรี ไม่เกิน 50 หน่วย ทำให้ประชาชน 4 ล้านครัวเรือนต้องเสียค่าไฟ เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพ, ก๊าซเอ็นจีวี ในรอบปีปรับเพิ่ม 4 ครั้งจากราคาขายเดิม 8.5 บาทต่อกม. ไปเป็น 10.5 บาทต่อกม. , ก๊าซแอลพีจี ปรับเพิ่มขึ้น 5 ครั้ง จากราคาขายเดิม 11 บาทต่อลิตร ไปเป็น 12 บาทกว่าต่อลิตร , แก๊สหุงต้มในภาคครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้นอีก 90 บาท ทำให้ราคาขายแก๊สต่อถังสูงถึง 380 บาท ขณะที่ราคาสินค้าเช่นผักสด ไข่ไก่ มีอัตราเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัวโดยของที่แพงที่สุดในรัฐบาลนี้คือปู
สำหรับโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด แท้ที่จริงไม่ใช่เป็นการจำนำแต่เป็นการที่รัฐซื้อขายข้าวเอง ทำให้มียอดการขาดทุนในโครงการดังกล่าว รวม 3 ฤดูกาลผลิต มากถึง 2.3 แสนล้านบาท - 2.5 แสนล้านบาท ชาวนาได้เงินเพียงครั้งเดียวส่วนที่เหลือกว่าแสนกว่าล้านนั้นไม่รู้ว่าไปให้ใคร
ส่วนโครงการประชานิยม เช่น รถยนต์คันแรก, บ้านหลังแรก เป็นการที่รัฐบาลสร้างการซื้อขายเทียม รวมทั้งการชุมนุมของชาวสวนยางก็เพราะราคายางที่ตกต่ำไปเกือบครึ่งจากเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งนายกฯไม่ควรพูดว่า การเจรจาไม่สำคัญ และการช่วยเหลือไร่ละ 2,520 บาท นั้นไม่ถูกจุดเนื่องจากโครงสร้างต้นทุน การแบ่งผลประโยชน์ ในพื้นที่ภาคใต้ไม่เหมือนกับภาคอื่น อีกทั้งยังยืนกรานว่าจะไม่แทรกแซงราคายาง
"สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เชื่อมั่น และไม่เกิดการลงทุน ที่บอกว่าจะอัดเม็ดเงินลงไปในกระเป๋า แต่กำลังกลายเป็นการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น ยังสร้างความเสี่ยง เรื่องวินัยการเงินการคลังสะสมหนี้ ทั้งนี้ครัวเรือนและของประเทศ ให้บ้านเมืองก้าวข้ามประชานิยม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เรื่องการปรองดองที่รัฐบาลกำลังผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม มีองค์กรระหว่างประเทศออกมาเตือนว่าให้ระมัดระวังเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็น การกระทำโดยฝ่ายรัฐ หรือผู้ชุมนุม หรือชายชุดดำ เพราะการทำให้เกิดการปรองดองนั้นต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติโดยเสมอกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯไปพูดว่าจะไม่สร้างศูนย์ประชุมภูเก็ต ไม่มีอารมณ์จะสร้างจนกว่าเขาจะเห็นความดีของเรา ซึ่งถ้าคิดแบบนี้การปรองดองก็เกิดยาก
นายกฯ ต้องเป็นนายกฯของคนทั้งชาติไม่ใช่เฉพาะคนเลือกท่าน รวมไปถึงนโยบายการเร่งนำสันติสุขมาสู่พื้นที่ภาคใต้ ผ่านมา 2 ปี มีปัญหาอุปสรรคเรื่องของการประสานงาน การบูรณาการไม่นำกฎหมายศอ.บต.มาใช้ให้เกิดประโยชน์









