"กิตติรัตน์"มั่นใจ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านผ่านสภาฯวาระ 2 - 3 ยันเป็นก.ม.ที่รัดกุม พิจารณาด้วยความรอบคอบ แขวะฝ่ายค้านไม่ซ้ำรอยกู้เงินมากอง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 2 ล้านล้าน ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และ 3 ในสัปดาห์นี้ว่าตนมีความมั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถผ่านความเห็นชอบของสภาฯในการพิจารณาอีก 2 วาระที่เหลือได้ ทั้งนี้ในการอภิปรายที่มี ส.ส.ฝ่ายค้านได้สงวนคำแปรญัติในการอภิปรายไว้มากกว่า 100 คนรัฐบาลก็จะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่ รวมทั้งหากกฎหมายฉบับนี้จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความรัฐบาลก็พร้อมจะไปชี้แจงเช่นกันเพราะมั่นใจว่าได้มีการทำทุกอย่างตามขั้นตอนและมีการพิจารณาอย่างรอบครอบแล้ว
พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านได้ยึดกรอบในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าการกู้เงินในจำนวนนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงเกิน 50% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่ากรอบหนี้สาธารณะที่เป็นกรอบวินัยทางการเงินการคลังอยู่ที่ 60% ของจีดีพี นอกจากนั้นในการกู้เงินแต่ละโครงการก็ต้องมีขั้นตอนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากลั่นกรองโครงการ รวมทั้งต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนจึงจะมีการกู้เงินได้ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการกู้เงินครบทั้งจำนวนมากองไว้เหมือนกับการกู้เงินในอดีต เช่นการกู้เงิน พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งที่กู้เงินมาก่อนครบทังจำนวน
"ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นผู้นำเสนอกฎหมายฉบับนี้ ผมยังมองไม่เห็นเหตุผลที่พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่ผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากในการพิจารณาวาระที่ 1 และในชั้นกรรมาธิการก็มีการชี้แจงกันแล้วว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีความรัดกุมแต่ละโครงการจะมีขั้นตอนของการกลั่นกรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการกู้เงิน ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีการพิสูจน์ได้ว่าโครงการนั้นๆมีความคุ้มค่าถึงจะมีการกู้เงิน จึงไม่ได้มีการกู้เงินจำนวนมากองไว้เหมือนที่มีบางฝ่ายพยายามสร้างความเข้าใจที่ผิด"
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีอุบัติเหตุ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบรัฐบาลจะมีทางออกอย่างไร นายกิตติรัตน์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ สถานะของกฎหมายเป็น พ.ร.บ. ซึ่งก็เทียบเท่ากฎหมายฉบับอื่นๆ เช่นกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังนั้นเหตุผลเดียวที่กฎหมายนี้จะสะดุดก็คือขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น
"ถ้าไม่ผ่านก็คิดว่ายังมีทางออกอื่นๆ อย่างไรประเทศนี้ก็ทีทางออกเสมอแต่ถ้าไม่ผ่านก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และจะส่งผลต่อการบริหารเศรษฐกิจมหภาคเนื่องจากอะไรที่ช้าไป หรือน้อยไปก็มีผลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจภายนอกยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่การลงทุนภายในประเทศที่จะเกิดขึ้นฝ่ายต่างๆน่าจะร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้นได้ และเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ชะลอตัวแน่นอนถ้าการลงทุนเป็นไปตามแผนที่วางไว้"
รมว.คลัง กล่าวอีกว่า เรื่องบางเรื่องเราเห็นอยู่ว่ามีความจำเป็นต้องลงทุน เช่นรถไฟตกรางบ่อยกในช่วงนี้ก็เห็นแล้วว่าเป็นเพราะใช้งานมานานก็ต้องลงทุน ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้น ผมอยากให้แยกเรื่องการเมืองกับเศรษฐกิ เรื่องใดที่น่าจะร่วมมือกันได้ก็อยากให้มีความร่วมมือเกิดขึ้น อย่าให้ผมใช้คำว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำเลย









