วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พร็อพ เทรด'ทิ้งหุ้นไทย 8 พันล้าน

พอร์ตลงทุนโบรกขายหุ้นไทย 3 เดือน 8 พันล้านบาท โบรกแจงเหตุตลาดทรุดช่วงท้ายตลาดเกิดจากแรงเก็งกำไรของพอร์ตโบรกเกอร์

จากการสำรวจข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ในส่วนของการซื้อขายแยกรายกลุ่มนักลงทุนย้อนหลัง 3 เดือน (มิ.ย.-5 ก.ย.56) พบว่า บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (พร็อพ เทรด) มียอดขายสุทธิรวมอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท โดยเดือนมิ.ย.56 บัญชีบริษัทหลักทรัพย์มียอดขายสุทธิ 2.5 พันล้านบาท เดือนกรกฎาคม ซื้อ 1.6 พันล้านบาท เดือนสิงหาคม 5.54 พันล้านบาท และล่าสุด 5 ก.ย.56 มียอดขายสุทธิ 2.1 พันล้านบาท

แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า จากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมา ในช่วงก่อนปิดตลาดเวลา 16.00 น.จะพบว่ามีแรงเทขายออกมาจากบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Prop Trade) ของโบรกเกอร์บางแห่ง ขณะเดียวกันก็จะมี

แรงขายของนักลงทุนที่นิยมการเก็งกำไร โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อขายในบัญชีหักกลบลบหนี้ในวันเดียว (net settlement) ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปลดลงแรง

"ปัจจุบันบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายนั้น จะมี 2 ลักษณะคือการซื้อขายแบบระยะยาว และรายวัน ซึ่งจะมีสัดส่วนแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารพอร์ตลงทุนของแต่ละโบรกเกอร์ ส่วนนักลงทุน

ที่ซื้อขายในบัญชีเน็ทเซทเทิลเมนท์นั้น ก็เป็นตัวผสมโรงที่ทำให้กดดันช่วงท้ายตลาด ที่ผ่านมาพฤติกรรมเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ล่าสุดเมื่อวอลุ่มในตลาดหุ้นลดลงก็ทำให้เห็นภาพความชัดเจนมากขึ้นด้วย"แหล่งข่าวกล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่าผลกระทบจากกระแสเงินทุนไหลออก เพราะผลจากความกังวลต่อการที่เฟดอาจปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรในโครงการ QE และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวกดดันมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ในครึ่งปีหลังอ่อนแอกว่าคาด โดยปรับลดสมมุติฐานมูลค่าการซื้อขายฯ เฉลี่ยในครึ่งปีหลังเหลือ 3.7 หมื่นล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ปรับลดสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายฯ เฉลี่ยทั้งปี 56 จากเดิมที่ 5.5 หมื่นล้านบาท เหลือ 4.9 หมื่นล้านบาท และปรับลดประมาณการมูลค่าซื้อขายฯ เฉลี่ยในปี 57 จากเดิม 5 หมื่นล้านบาท เหลือ 4 หมื่นล้านบาท

"จากผลกระทบข้างต้น ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 56 ลง 15% ที่ 1.24 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 67.9%จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยคาดว่ากำไรสุทธิในครึ่งปีหลังจะลดลงถึง 65%จากงวดครึ่งแรกของปีนี้เหลือ 325 ล้านบาท"นักวิเคราะห์กล่าว

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่าหุ้นกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ มากกว่าปกติ โดยมูลค่าซื้อขายตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม ลดลง 10.19%จากเดือนก่อน โดยบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ได้แก่ บล.เมย์เแบงก์ อยู่ที่ 10.21% แต่มีปริมาณการซื้อขายลดลง 22.61% จากเดือนก่อน ทั้งนี้กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ สัดส่วนการซื้อขายสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 15% ในเดือน ก.ค. 56 ขึ้นมาที่ 17% ในเดือน ส.ค. 56 และถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากรอบปีนี้ โดยถ้าเทียบกับเดือน ม.ค. 56 แล้วถือว่านักลงทุนกลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นมาประมาณ 7% ซึ่งเป็นสัดส่วนการเพิ่มขึ้นเท่ากันกับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ โดย ณ สิ้นเดือน ส.ค. 56 มีสัดส่วนเท่ากับ 26%

ทั้งนี้ นักลงทุนที่มีการขายสุทธิได้แก่ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศ มีการขายสุทธิ โดย 8 เดือนปีนี้ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิถึง 1.15 แสนล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากนักลงทุนต่างประเทศเทขายออกมา เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในประเทศซีเรีย, ความไม่ชัดเจนของการยกเลิกนโยบายมาตรการ QE ของสหรัฐอเมริกาและความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย เดือนส.ค.ลดลงสูงถึง 128.84 จุด