"ทรู"เดินหน้าตั้งกองทุน "อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์" เมิน "กสท" ส่งหนังสือเบรก ก.ล.ต.ขอตรวจสอบทรัพย์สินก่อนเข้าระดมทุน
กรณีที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ทำหนังสือไปยัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนร่วมโครงข่ายโทรคมนาคม (อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ หรือ ไอเอฟเอฟ) ของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยต้องการให้แจกแจงทรัพย์สินที่ ทรู จะนำเข้าระดมทุน เพราะเกรงว่า ทรู จะนำทรัพย์สินที่ยังเป็นของ กสท ไประดมทุนด้วย ล่าสุด ผู้บริหารกลุ่มทรู ชี้แจงระบุทรัพย์สินที่จะนำไประดมทุนเป็นกรรมสิทธิ์ของทรู และยังเดินหน้าตั้งกองทุนฯ นี้ต่อไป
นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวยืนยันว่า กรณีที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ทำจดหมายไปยัง ก.ล.ต. เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนไอเอฟเอฟ ที่บริษัทมีจุดประสงค์จะนำทรัพย์สินโทรคมนาคมเข้าระดมทุน เพื่อขอให้ตรวจสอบว่า จดหมายขอตั้งไอเอฟเอฟของกลุ่มทรูนำทรัพย์สินของ กสท ในฐานะคู่สัญญาไประดมทุนด้วยหรือไม่นั้น ทรูไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะการหารือกับ กสท สิ้นสุดไปนานแล้ว โดยทรูก็จะไม่นำเสาโทรคมนาคม หรือทรัพย์สินที่สุ่มเสี่ยง หรือที่มีข้อพิพาทกับ กสท เข้าระดมทุนแต่อย่างใด
นอกจากนี้ สาเหตุที่กลุ่มทรู สนใจตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เพราะจะหมดสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบ 2จี แบรนด์ทรูมูฟ กับ กสท ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เพราะว่าบริษัทแยกเป็นคนละกรณี โดยการดูแลลูกค้าของทรูมูฟ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานนั้น บริษัทและกสท ในฐานะผู้ให้สัมปทานจะร่วมดำเนินการไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ยันใช้ทรัพย์สินของ "ทรู" ระดมทุน
หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการเงิน ทรู ยังระบุว่า การตั้งกองทุนไอเอฟเอฟ เนื่องจากรัฐยกเว้นภาษีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นไฟลิ่งกับ ก.ล.ต. และเห็นว่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะเสาส่งสัญญาณของทรูมูฟ และ ทรูมูฟ เอช ที่มีอยู่ทั่วประเทศสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยให้เอกชนที่สนใจเข้ามาใช้โครงข่ายร่วมกัน เพื่อประหยัดต้นทุนบริหารจัดการ
"การหารือกับ กสท จบไปนานแล้ว ยืนยันว่าสิ่งที่ กสท กังวลว่า จะนำทรัพย์สินที่ยังเป็นกรณีพิพาทหรืออยู่ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมาระดมนั้น ไม่นำไประดมทุนแน่นอน ส่วนเป้าหมายการระดมทุนว่าจะได้เงินจำนวนเท่าไร ณ ขณะนี้ยังคงเหมือนที่เคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ว่าราว 70,000 ล้านบาท และยืนยันว่าแผนดำเนินการจะตั้งแล้วเสร็จในปีนี้ แต่จำนวนเงินที่จะระดมที่แน่นอนนั้น ผมไม่ขอพูดตอนนี้เพราะอยู่ระหว่างการทำไฟลิ่ง"
อย่างไรก็ดี เขา ระบุว่า บริษัทไม่กังวลเรื่องดังกล่าว เพราะได้ดำเนินการมาอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่มีแผนสำรองจะทำอย่างไรหากตั้งกองทุนฯ ไม่ได้ เพราะยังมั่นใจว่ากระบวนการอยู่ระหว่างการดำเนินการกับ ก.ล.ต. โดยมีบริษัท เจวีเอส ที่ปรึกษาการเงิน จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ
สำหรับมูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนของธุรกรรมจองซื้อหน่วยลงทุน จะขึ้นอยู่กับราคาเสนอขายสุดท้ายของหน่วยลงทุนของกองทุน ซึ่งจะกำหนดโดยวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหน่วยลงทุนของนักลงทุนสถาบัน (bookbuilding)
เผย "ทรู" ยังขาดทุนสะสม 6 หมื่นล้าน
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ปัจจุบัน ทรู ยังขาดทุนสะสม 50,000-6 0,000 ล้านบาท หลังจากที่ลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว ทั้ง 3จี บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ยังมีหนี้ระยะยาว 80,000 ล้านบาท จึงส่งผลต่อความสามารถในการก่อหนี้เพิ่ม ทั้งการกู้เงิน เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่สูงถึง 6 เท่า รวมถึงการเพิ่มทุน และการออกหุ้นกู้ ซึ่งที่ผ่านมาการออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่เพื่อยืดระยะเวลาคืนหนี้ หรือที่เรียกว่าโรลโอเวอร์หนี้ก้อนเดิมเท่านั้น
นอกจากนี้ ทรู ยังต้องลงทุนเพิ่มหลังจากประมูลใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า มูลค่า 30,000-40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อนาคต ทรู จะมีรายได้เข้ามาต่อเนื่องในส่วนของค่าเช่าบริการโครงข่าย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกลุ่มทรูโมบาย คือ ทรูมูฟเอช ซึ่งเริ่มให้บริการเต็มตัวปี 2555 มีรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี แต่อนาคตหากมีรายอื่นเพิ่มเข้ามา โอกาสการเพิ่มรายได้จากค่าเช่าก็จะสูงกว่านั้น
ส่วนหนี้สินรวม 1.81 แสนล้านบาท ที่ปรากฏในงบบัญชีจะไม่นำมารวม เพราะเป็นหนี้ระยะยาว ยังไม่ครบดีล จึงไม่ค่อยมีผลต่อธุรกิจเท่าไร ต้องพิจารณาตามสัญญากู้ การตั้งกองทุนเพื่อนำไปล้างขาดทุนสะสม ไม่ใช่ล้างหนี้
กองทุนฯดันทรู รับเงินสด 5.2 หมื่นล้าน
ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทรู มีผลขาดทุน 4,200 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการทั้งปีของทรู ที่คาดว่ามีผลขาดทุน 2,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนธุรกิจอยู่ที่บริษัท อยู่ระหว่างการขออนุมัติออกกองทุนไอเอฟเอฟจาก ก.ล.ต. โดยการขายทรัพย์สินและให้เช่าทรัพย์สินทรัพย์บางส่วนมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท และขายเงินลงทุนใน 8 บริษัทย่อย ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักอีกราว 5,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากแผนดังกล่าวสำเร็จผลกระทบต่อบริษัท คือ 1.บริษัทจะได้รับเงินสดขั้นต่ำราว 52,000 ล้านบาท หลังจากหักการลงทุน 33.33% ในกองทุนฯ โดยมีกำไรจากการขายทรัพย์สินหลังภาษีราว 30,000 ล้านบาท 2.คาดว่าบริษัทจะนำเงินสดไปลดหนี้ที่มีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาท โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (NetD/E) จะลดจากปัจจุบันที่ 11 เท่า เหลือ 5-6 เท่า และลดดอกเบี้ยจ่ายราว 3,000 ล้านบาทต่อปี แทนที่ด้วยต้นทุนค่าเช่าต่อปี ราว 3,700 ล้านบาท จากการเช่ากลับ หรือไปล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ราว 60,000 ล้านบาท









