เป้าหมายทางการเงินของคนส่วนใหญ่ จะคล้ายๆ กัน แม้วัตถุประสงค์ต่างกัน แต่เราสามารถประมาณการหาเงินและกำหนดระยะเวลาที่ต้องใช้เงินได้
เป้าหมายทางการเงินของคนส่วนใหญ่ จะคล้ายๆ กัน เช่น การเตรียมเงินเพื่อการเกษียณอายุ การเตรียมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของบุตร การเตรียมเงินเพื่อซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ราคาแพง เช่น บ้าน รถ หรือการเตรียมเงินเพื่อการท่องเที่ยว เป้าหมายเหล่านี้ แม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน แต่เราสามารถประมาณการหาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายและกำหนดระยะเวลาที่ต้องใช้เงินได้เหมือนกัน ในทางภาษาการเงิน เรียกว่า Wealth Accumulation หรือ การสะสมความมั่งคั่ง
การวางแผนสะสมความมั่งคั่งนั้น เราต้องพิจารณาระยะเวลาและความสำคัญของเป้าหมายนั้นๆ เช่น ถ้าต้องการเตรียมเงินเป็นค่าเล่าเรียนให้บุตรในอีก 3 ปีข้างหน้าเป้าหมายนี้มีความสำคัญมาก การเตรียมเงินก้อนนี้ ก็ต้องเสี่ยงน้อยมาก เช่น ทยอยออมในธนาคาร หรือกองทุนรวมตลาดเงิน แต่ถ้าเป็นเป้าหมายที่มีระยะเวลาค่อนข้างนาน หรือมีความสำคัญน้อย เช่น แผนท่องเที่ยวมีมากก็ดี มีน้อยไปบ้างก็ไม่เป็นไร เป้าหมายแบบนี้ก็สามารถลงทุนในตราสารทางการเงิน ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือ อนุพันธ์ แต่สำหรับบางเป้าหมาย เช่น เป้าหมายการเกษียณอายุเป็นเป้าหมายที่มีระยะเวลานาน แต่เป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นเป้าหมายทางการเงินที่ไม่มีไม่ได้ ทุกคนจะต้องเกษียณ และจะไม่มีรายได้จากการทำงานแต่รายจ่ายในการดำเนินชีวิตยังคงมีอยู่ การวางแผนเงินก้อนนี้ ต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมากมีวิธีในการจัดการได้หลายรูปแบบ แต่มีอยู่ 2 รูปแบบ ที่อยากจะแนะนำ คือ
วิธีแรก เป็นการทยอยลงทุนในพอร์ตการลงทุนที่มีการจัดสรรตามความเสี่ยงของผู้ลงทุน แบ่งสัดส่วนไประหว่างหุ้นตราสารหนี้เงินสดอายุน้อย ก็รับความเสี่ยงได้มากพอเวลาผ่านไปก็ค่อยๆ ปรับสัดส่วนในพอร์ต ให้มีความเสี่ยงลดลงเรื่อยๆ จนใกล้เกษียณพอร์ตของเราก็จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ
วิธีที่สอง เราแบ่งเป้าหมายเงินเกษียณออกเป็น 2 ส่วนก่อน คือ ส่วนของรายจ่ายจำเป็นและส่วนที่สองเป็นรายจ่ายไม่จำเป็นในส่วนของรายจ่ายจำเป็น ก็คือ รายจ่ายขั้นต่ำที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เงินส่วนนี้ต้องอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ต้องการันตีได้ เช่น พันธบัตรกรมธรรม์แบบบำนาญ หรือกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ แต่ไม่แนะนำให้ฝากธนาคาร เพราะสามารถถอนเงินออกไปใช้ได้ง่าย เงินที่มีอาจจะเก็บไปไม่ถึงเกษียณอายุ ส่วนที่สองรายจ่ายไม่จำเป็น เงินส่วนนี้เราสามารถนำไปวางแผนการลงทุนทยอยลงทุนแต่พอร์ตลงทุนวิธีที่สองนี้จะแตกต่างจากพอร์ตลงทุนในวิธีแรก คือ สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า ทนแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจได้ดีกว่า
เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจน มีการแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ในปัจจุบันมาเก็บออมมาลงทุน และที่สำคัญรักษาวินัยในการออมได้ โอกาสสู่ความมั่งคั่งก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว เพียงแต่ในบางครั้งเราต้องสูญเสียเงินทองไปกับเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิด ว่า มันจะเกิดขึ้นกับตัวเราเองหรือคนในครอบครัว เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การเป็นโรคร้ายแรงหรือเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ทำให้เราต้องนำเงินที่เตรียมไว้สำหรับเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ มาใช้จ่ายก่อน ทำให้เป้าหมายความมั่งคั่งที่เราตั้งใจไว้ ไปไม่ถึงฝันสักทีหรือการสูญเสียหัวหน้าครอบครัว ทำให้รายได้หลักของครอบครัวหายไปเป้าหมายต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ เช่น จะส่งให้ลูกเรียนต่อหรือเงินใช้จ่ายต่างๆ ของคนในอุปการะ ก็จะไม่มีอีกต่อไป เพื่อที่จะแก้ปัญหาหรือวางแผนรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ เราจึงต้องเตรียมเงินสดไว้ก้อนหนึ่ง คำถามสำคัญ คือ ต้องเตรียมไว้เท่าไร ถ้าไม่เยอะมาก เช่น หนึ่งแสนหรือสองแสน ก็อาจจะพอเตรียมได้ แต่ถ้าต้องเตรียมเป็นค่ารักษาโรคร้ายแรงสักล้านสองล้านบาท ก็ดูจะยากพอสมควร สิ่งที่เราสามารถทำได้ ก็คือ การโอนความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้บริษัทประกันชีวิต หรือประกันภัยรับผิดชอบแทน โดยแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันในทางการเงิน เราเรียกว่า Wealth Protection หรือ การวางแผนปกป้องความมั่งคั่งของเรา
ในการวางแผนปกป้องความมั่งคั่ง มีสินค้ามากมายในตลาดต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการของเราจริงๆ เช่น เราต้องการคุ้มครองรายได้ให้กับครอบครัว แต่ไปซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพราะคิดว่าถ้าไม่ตายก็ยังได้เงินคืนกลับมา ไม่ได้จ่ายเงินทิ้ง ซึ่งต้องแลกกับทุนประกันชีวิตที่น้อยลง ที่ไม่สามารถรองรับกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้ วัตถุประสงค์ก็ผิดเพี้ยนไป ในกรณีนี้เราก็ควรซื้อประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาหรือแบบตลอดชีพแทนเบี้ยประกัน ก็จะถูกกว่าแบบสะสมทรัพย์ที่ทุนประกันเท่าๆ กัน
ยังเหลือขั้นตอนสุดท้ายอีกหนึ่งขั้นตอน ก็คือ การวางแผนส่งต่อทรัพย์สิน หรือ Wealth Transferring เมื่อเราเกิดมาไม่มีอะไรติดตัวมาด้วย เวลาจากไปก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ ทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้นมาทั้งหมด ก็ต้องถูกส่งมอบต่อให้ทายาท ถ้าเราไม่ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินเหล่านี้ก็จะถูกจัดสรรให้ทายาทตามกฎหมายมรดก ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจเราก็ได้ ในกรณีนี้เราสามารถแสดงเจตจำนงของเราไว้ได้ ว่า จะยกทรัพย์สินให้ใคร หรือจะมอบหมายความรับผิดชอบต่างๆ ให้คนไหนก็ได้ ผ่านการจัดทำพินัยกรรม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทะเลาะหรือขัดแย้งกันในหมู่ลูกหลาน และสามารถจัดการแบ่งปันทรัพย์สินเหล่านี้ได้เร็วขึ้น
เรื่องของการบริหารความมั่งคั่ง มีรายละเอียดอีกมากมาย ที่กล่าวมาถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่อยากให้ทุกคนได้เริ่มต้น ที่จะวางแผนความมั่งคั่งของตนเองขึ้นมา ไม่มีการเรียนรู้ใดที่จะดีเท่าการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และการเดินทางนับหมื่นลี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การออกเดินก้าวแรก หวังว่าจะประสบความสำเร็จถึงเป้าหมายปลายทางทุกคนครับ









