การลงทุนตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว น่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เริ่มมีทิศทางการปรับตัวดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น
ภาพรวมบริษัท มีมุมมองเชิงบวกต่อสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มมีทิศทางการปรับตัวดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ดังนั้น ในด้านการลงทุนตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว จึงเป็นกลุ่มประเทศที่น่าสนใจ โดยผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลทั้งการเคลื่อนไหวของดัชนี ปัจจัยที่กระทบกับตลาดหุ้น และแนวโน้มเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และภูมิภาค ดังนี้
== > ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P500 ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด ซึ่งปรับตัวขึ้นมากกว่า 13% จากระดับประมาณ 1,400 จุด ในช่วงต้นปี 2556 ซึ่งบริษัทคาดว่า ดัชนี S&P500 อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อยอยู่ในระดับประมาณ 1,700 จุด ในปีนี้ โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) อยู่ที่ 15 เท่า ในขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning Per Shares - EPS) เติบโตอยู่ที่ 10% จึงทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐ จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องในปีหน้า สำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจ ประเมินว่าสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้นมากเป็นลำดับ โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีการปรับตัวดีขึ้น และภาวะการจ้างงานก็มีทิศทางในเชิงบวก ซึ่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE tapering) ลงภายในปีนี้ โดยบริษัทคาดการณ์ว่า Fed น่าจะทยอยปรับลด QE ในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลงได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นจะได้รับผลดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มการปรับลด QE ได้เป็นอย่างดีและผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed แทนนายเบน เบอร์นันเก้ ที่จะหมดวาระลงในปีหน้า
== > ตลาดหุ้นยุโรป บริษัทคาดว่าตลาดหุ้นยุโรป น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เริ่มลดลง โดย P/E ratio อยู่ที่ 12.5 เท่า ในขณะที่ค่า EPS เติบโตอยู่ที่ 29% ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลงตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา แต่จากแนวโน้มของดัชนีค้าปลีก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคบ่งชี้ได้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังผ่านจุดต่ำสุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง เพราะถือว่าเป็นปัจจัยในการรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการดำเนินนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณประเทศสมาชิก ขณะที่ในอนาคต คาดว่าการจัดตั้งสหภาพการธนาคาร (Banking Union) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเงินของประเทศสมาชิกในยูโรโซน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยุโรปได้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นของยุโรปให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นในปี 2556 ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาหุ้นยังคงอยู่ในระดับต่ำ
== > ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในปีนี้ โดยดัชนีปรับตัวขึ้นมากกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี แม้จะมีการผันผวนระหว่างทางบ้าง ทั้งนี้ บริษัท ประเมินเป้าหมาย ดัชนี Nikkei 225 ในปีนี้ ที่ 16,000 จุด เนื่องจากนโยบายรัฐบาลส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ สะท้อนได้จากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน P/E ratio อยู่ที่ 17 เท่า โดยการเติบโตของ EPS อยู่ที่ 36.50% ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น บริษัทประเมินว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น แต่ภาคการส่งออกที่แท้จริงของญี่ปุ่นในรูปสกุลเงินดอลลาร์อาจยังคงไม่ดีมากนัก ซึ่งเป็นไปตามการชะลอตัวลงของคู่ค้าอันดับ 1 อย่างประเทศจีน อย่างไรก็ดี แม้ว่าค่าเงินเยนจะมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก แต่ในระยะสั้นการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ อาจทำให้ตลาดพันธบัตร และค่าเงินเยนยังคงมีความผันผวนอยู่ด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ผู้ลงทุนได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นของประเทศและภูมิภาคที่สนใจลงทุนแล้ว ท่านสามารถลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของประเทศหรือภูมิภาคที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึงนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนที่เลือกลงทุนด้วย









