วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เลขาฯ อังค์ถัด'ชี้เงินทุนไหลออกไม่น่ากังวล

"เลขาฯ อังค์ถัด" ชี้เงินทุนไหลออกไม่น่ากังวล เหตุที่ผ่านมาหุ้นขึ้นเพราะทุนต่างชาติ หนุนสหรัฐถอน QE ลดโอกาสเกิดฟองสบู่ จี้รัฐเร่งลงทุน

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวถึงกรณีที่เงินทุนจากต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดทุนในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวลมากนัก เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทย มองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการปรับโครงสร้างต่างๆ ของตลาดทุนไทย ทั้งในแง่ของตลาดหลักทรัพย์เอง และในแง่ของบริษัทจดทะเบียน โดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างแท้จริงแล้วการลงทุนต่างจะกลับเข้ามาอีกครั้ง

"ที่ตลาดหุ้นขึ้น 1-2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นของจริงน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นฐาน ส่วนใหญ่มาจากสภาพคล่องของเงิน QE ดูๆแล้วกว่า 80% เลย การที่เงินไหลออกในครั้งนี้อาจกระทบต่อตลาดหุ้นบ้างในระยะสั้น แต่สักวันจะกลับมาแน่ ที่สำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของตลาดทุนให้พร้อมมากกว่าที่จะต้องไปกังวล ระดับดัชนีฯ ปัจจุบันอาจจะสะท้อนพื้นฐานจริงๆ ของบริษัทจดทะเบียนก็เป็นได้" นายศุภชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมปรับลดและยกเลิกมาตรการ QE นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโลก ในขณะเดียวกัน หากกระแสเงินจากมาตรการ QE ยังคงหมุนเวียนอยู่ในภูมิภาคนี้ต่อไป อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ เพราะไม่ใช่เงินที่มาลงทุนจากโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการโยกย้ายเพื่อเข้ามาเก็งกำไรหรือกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า

ทั้งนี้ แม้ว่าประเด็นการยกเลิก QE ดังกล่าวจะกระทบต่อตลาดทุนในภูมิภาคในช่วงนี้ แต่จะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น สำหรับเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่เปราะบางอย่างที่กังวล ที่สำคัญรัฐควรเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการ 2 ล้านล้านบาท ควรมีการเดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้น แผนการต่างๆต้องมีความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สิ่งจำเป็นที่ต้องกังวลขณะนี้คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานมากกว่ามัวกังวลเรื่องเงินจะไหลออกมากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของเราถือว่าแข็งแกร่งมาก ไทยควรเป็นเจ้าของลูกโซ่ในการผลิตมากกว่าพึ่งลูกโซ่การผลิตจากที่อื่น โครงการต่างๆ ที่รัฐจะทำควรทำอย่างแท้จริง อาทิ รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งควรจะมีมาตั้งนานแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ต้องเน้นมากเป็นพิเศษคือ ภาคการเกษตรต้องมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย

อีกส่วนที่สำคัญคือ การฝึกแรงงาน รัฐต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะจำเป็นมากในการมีแรงงานที่มีฝีมือ ส่วนปริมาณหนี้ 40-45% ของรายได้ประชาชาติถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หากกู้มาแล้วทำให้โครงสร้างต่างๆแข็งแกร่งขึ้น การลงทุนของภาครัฐควรเป็นการลงทุนให้ประชาชนลงทุนต่อได้ ไม่ใช่ลงทุนแล้วรัฐต้องลงทุนอีก ที่สำคัญต้องสนับสนุนการลงทุนเพื่อให้เกิดกำลังผลิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าเงินจะไหลออก แต่ควรห่วงเรื่องการหาอุปสงค์มาซัพพอร์ตอุปทานมากกว่า