วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทียูเอฟ'ชะลอตั้งโรงงานกุ้ง

"ทียูเอฟ" เลื่อนแผนเปิดโรงงานใหม่หลังกุ้งติดเชื้อพ่นพิษ รอประเมินแผนใหม่ปีหน้า พร้อมหั่นงบลงทุนปีนี้เหลือ 4.5 พันล้านบาท

นายวาย ยัท ปาโก้ ลี รองผู้จัดการทั่วไปนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF เปิดเผยว่า บริษัทได้ชะลอแผนการเปิดโรงงานผลิตและแปรรูปกุ้งแห่งใหม่ออกไป เนื่องจากประสบปัญหาปริมาณกุ้งในตลาดประเทศไทยขาดแคลน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคกุ้งติดเชื้อที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทยังไม่ได้ยกเลิกแผนการสร้างโรงงานนี้ โดยจะนำมาพิจารณาอีกครั้งปีหน้า หลังจากที่สถานการณ์โรคกุ้งติดเชื้อเริ่มดีขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนจากเดิม 6,000 ล้านบาท เหลือ 4,500 ล้านบาท ซึ่งงบลงทุนที่ลดลงเป็นส่วนของการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแปรรูป ซึ่งจะเป็นในส่วนของการชะลอการสร้างโรงงานกุ้ง จากแผนเดิมที่สร้างปลายปีนี้และจะเสร็จในปีหน้า แม้ไม่มีโรงงานใหม่ บริษัทก็ไม่ได้รับผลกระทบด้านกำลังการผลิตไม่เพียงพอ เนื่องจากสามารถปรับใช้กำลังการผลิตของบริษัท แพ็ค ฟู้ด ได้

เขากล่าวอีกว่า บริษัทได้ปรับเป้ายอดขายลดลงเหลือ 3.8 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ตั้งไว้ 4 พันล้านดอลลาร์ เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากยอดขายปลาทูน่าลดลง รวมถึงส่วนหนึ่งราคาวัตถุดิบทูน่ามีราคาที่สูงขึ้น หลังจากที่ราคาต้นทุนชาวประมงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยทางด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ได้เรียกร้องและมีมาตรการหลักเกณฑ์ในการจับปลาทูน่า ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น และอยู่ในทิศทางที่ผันผวน รวมทั้งปริมาณขายกุ้งแปรรูปลดลง หลังจากช่วงไตรมาส 2 บริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหากุ้งติดเชื้อ ซึ่งทำให้กุ้งตายก่อนวัยอันควร

บริษัทยอมรับว่า อัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้จะต่ำกว่าปีก่อนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17% เนื่องจากสถานการณ์ของราคาวัตถุดิบปลาทูน่าและเรื่องโรค EMS ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง โดยในครึ่งปีแรกบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 11.7%

"ครึ่งปีหลังเชื่อว่าในแนวโน้มกุ้งและปลาทูน่าน่าจะดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าเป็นปีที่ท้าทายอีกปีหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว มาร์จินปีนี้ก็คงต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่บริษัทก็พยายามปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มมาร์จิน ด้วยการลดต้นทุน และปรับเพิ่มราคาสินค้าหลายๆ ประเภท"

นายวาย ยัท กล่าวว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า-อ่อนค่า ตามปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ยอมรับว่าหากค่าเงินบาทมีความผันผวนรวดเร็วมาก บริษัทก็อาจจะไม่มีกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในตอนที่แปลงค่าเงินเพื่อทำบัญชีงบการเงิน ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ 90% และค่าเงินบาท 10% ขณะเดียวกัน มีธุรกิจที่ทำในประเทศ 50% และอีก 50% เป็นการทำธุรกิจในต่างประเทศ โดยในธุรกิจในประเทศนั้น รับรู้รายได้ในรูปสกุลดอลลาร์ 80% และเงินบาท 20% มีต้นทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์ 50% และเงินบาท 50%

ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้รวม 53,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.96% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 52,599 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,033 ล้านบาท ลดลง 58.14% จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,468 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.72% ลดลง 31.11% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.94% ลดลง 58.70%

ส่วนไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 359 ล้านบาท ลดลง 64% จากกำไรในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันของปี 2555 ที่ 1,001.5 ล้านบาท เพราะผันผวนของราคาปลาทูน่าต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ทำให้ธุรกิจรับจ้างผลิตและส่งออกปลาทูน่าได้รับผลกระทบ ราคาที่ผันผวนทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ จึงเกิดการชะลอคำสั่งซื้อ เพราะไม่สามารถยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้

รวมถึงราคาวัตถุดิบกุ้งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี เพราะโรคระบาด EMS (Early Mortality Syndrome) จึงส่งผลต่อธุรกิจการแปรรูปกุ้งเพื่อการส่งออก แต่บริษัทยังมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 12.4% ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ และมียอดขายที่เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสแรก โดยมีรายได้จากการขายในรูปเงินบาทไตรมาส 2 เท่ากับ 28,119.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ 26,757.5 ล้านบาท

บทวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุว่าจากการพูดคุยกับผู้บริหาร ทียูเอฟ พบว่า ผู้บริหารยังมีมุมมองต่อการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวจากผลผลิตกุ้งที่คาดจะดีขึ้น ส่วนทูน่าราคาปลาที่สูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตในกลุ่ม OEM จะกลับมาซื้ออีกครั้งอีกทั้งยังเป็นช่วงฤดูขายของกลุ่มส่งออก

ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานปีนี้ ลงจากเดิมจากแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งปีหลังที่อาจต่ำกว่าที่ทางฝ่ายเคยคาดไว้จากธุรกิจกุ้งที่คาดว่าผลผลิตจะล่าช้ากว่าเดิม ทางฝ่ายยังคงประมาณการยอดขาย 3,786 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 10% จากปีที่แล้ว (สมมติฐานค่าเงินบาท 30 บาท/ดอลลาร์) แต่ปรับลดสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นลง จากเดิมจากการฟื้นตัวของธุรกิจกุ้งที่จะล่าช้าจากเดิม ปรับลดกำไรสุทธิเหลือเพียง 3,189 ล้านบาท ลดลง 32% จากงวดเดียวกันปีก่อน ปรับคำแนะนำเป็น "ทยอยซื้อ" ทั้งนี้ยังมีมุมมองว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ทยอยซื้อ"