"เจริญ"ต่อยอดธุรกิจ "เอฟแอนด์เอ็น" ดันอสังหาฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ขยับสถานะสู่ยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ควบคู่ "อาหาร-เครื่องดื่ม"
หลังจากกลุ่มไทยเบฟ และ ทีซีซี ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ทุ่มเงินมหาศาลกว่า 3 แสนล้านบาท หรือราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ "เฟรเซอร์แอนด์นีฟ" หรือ เอฟแอนด์เอ็น บริษัทอาหารเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 130 ปี เมื่อต้นปี 2556 จากนั้นก็ได้เริ่มทยอยปรับโครงสร้างบริหารจัดการ ส่งทีมบริหารชาวไทยเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดบริหารในเอฟแอนด์เอ็นตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก พร้อมผลักดันสินค้าในกลุ่มไทยเบฟ ขยายตลาดนำร่องโดยชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิบุกทำตลาดประเทศมาเลเซีย ผ่านเครือข่ายเอฟแอนด์เอ็น
ล่าสุด วานนี้ (27 ส.ค.) ทีมบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟแอนด์เอ็น ได้จัดแถลงข่าวโครงสร้างธุรกิจใหม่ "เอฟแอนด์เอ็น" ภายใต้ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มทุนไทย คือ ไทยเบฟ และ ทีซีซีแอสเสทส์ ของครอบครัว "สิริวัฒนภักดี"
โครงสร้างใหม่ของกลุ่มเอฟแอนด์เอ็น คือ การแยกบริษัทที่ดูด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ บริษัท เฟรเซอร์ เซ็นเตอร์พอยท์ หรือ เอฟซีแอล (Frasers Centrepoint Limited : FCL) ออกมาเป็นบริษัทจดทะเบียนรายใหม่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ด้วยวิธีการกระจายหุ้นของเอฟซีแอล มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งกลุ่มนายเจริญ ถือครองในสัดส่วนรวมกัน 90.3% ประกอบด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ถือ 28.6% บริษัท ทีซีซี แอสเสทส์ (นายเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี) ถือ 61.7% ที่เหลือ 9.7 เป็นผู้ถือหุ้นทั่วไป
ปักธงรายใหญ่อสังหาฯโกอินเตอร์
หลังจากปรับโครงสร้างใหม่ดังกล่าว ทำให้กลุ่มเอฟแอนด์เอ็น และ ไทยเบฟ กลายเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เมื่อรวมยอดรายได้ของไทยเบฟและเอฟแอนด์เอ็น เข้าด้วยกัน ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทมีรายได้รวมกันกว่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยไทยเบฟมียอดขายครึ่งปีแรกที่ 6,326 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่เอฟแอนด์เอ็น มียอดขายกว่า 2,312 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
ขณะเดียวกัน กลุ่มเจริญก็มีสถานะถือครองหุ้นในเอฟซีแอล 90.3% เช่นเดียวกัน โดยเอฟซีแอล เป็นบริษัทผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ3 ในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยของสิงคโปร์ มียอดขายครึ่งปีแรกทั้งใน สิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย ยุโรป และอื่นๆ สำหรับที่อยู่อาศัยรวม 10,841 ยูนิต พื้นที่พาณิชยกรรม 6.8 ล้านตารางฟุต มีกองทุนทรัสต์อสังหาฯ กว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีธุรกิจโรงแรมจำนวน 8,000 ห้อง
ดังนั้น ธุรกิจอสังหาฯ ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ถือเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของกลุ่มเจริญ หลังจากใช้เงินซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็น ในคราวเดียว แต่สามารถแตกธุรกิจให้มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ได้ถึง 3 บริษัทด้วยกัน ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ จำกัด (มหาชน) และ ล่าสุด คือ บริษัท เฟรเซอร์เซ็นเตอร์พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟซีแอล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจ ที่มีเครือข่ายกว้างไกล ทั้งใน ไทย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ยุโรป และ จีน
โดยทั้ง เอฟซีแอล และ ทีซีซี กรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจอสังหาฯ ที่ดำเนินการเองอยู่แล้วในนามบริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด และบริษัทลูกอีกหลายราย ทั้งบริษั ท ทีซีซี แคปปิตอลแลนด์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอสังหาฯ ที่ถือหุ้นโดยตระกูล "สิริวัฒนภักดี" อีกหลายบริษัท เช่น บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลเด้นท์แลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีโครงการพัฒนาอสังหาฯ หลากหลาย ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร
เมื่อรวมจุดแข็งทั้งของ เอฟแอนด์เอ็น และ ทีซีซีกรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจอสังหาฯ มากมายทั้งในไทย และหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจด้านโรงแรม ซึ่ง กลุ่มทีซีซี มีเครือข่ายในหลายทวีป จึงน่าจะเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจอสังหาฯ ของ เอฟแอนด์เอ็น ภายใต้กลุ่มทุน "สิริวัฒนภักดี" ให้ขยายเครือข่ายทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
ในขณะที่ธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม ยังคงเป็นรายได้หลักของเอฟแอนด์เอ็น ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ความร่วมมือระหว่างไทยเบฟและเอฟแอนด์เอ็น เปิดตัวอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการส่งออกเครื่องดื่มชาเขียว แบรนด์ "โออิชิ" นำร่องเข้าไปทำตลาดในมาเลเซีย เพราะเชื่อว่าจะสามารถขยายตลาดได้ ด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ก่อนจะขยายไปสู่ประเทศอื่นในอาเซียน
นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ส.ค.) มีรายงานว่า นายเจริญ ประธานกรรมการไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กำลังพิจารณาที่จะระดมทุนเพื่อนำเข้าทุนมาชำระหนี้บางส่วน ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ โดยแผนการระดมทุนของนายเจริญ คาดว่าจะมีมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ด้วยการนำกองทรัสต์อสังหาฯ (อาร์อีไอที) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในปีหน้า
กองทุนทรัสต์ ดังกล่าว จะรวมถึงอาคารที่พักอาศัยซึ่งเป็นของเอฟแอนด์เอ็น และโรงแรมของบริษัท ทีซีซี แอสเสทส์ จำกัด ซึ่งเป็นของนายเจริญ เช่น โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สิงคโปร์
การจดทะเบียนดังกล่าวจะเป็นขั้นตอนแรกไปสู่การควบรวมสินทรัพย์ของเอฟแอนด์เอ็น และอาณาจักรธุรกิจของนายเจริญ หลังจากเข้าควบคุมกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ของเอฟแอนด์เอ็นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในข้อตกลงมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.4 แสนล้านบาท โดยนายเจริญเข้าควบคุมเอฟแอนด์เอ็นผ่านทางทีซีซี และ ไทยเบฟ
แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะที่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดของการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) นั้น ไทยเบฟ คาดว่าไอพีโอซึ่งจะมีขึ้นในช่วงครึ่งแรกปีหน้า จะสามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์
"พวกเขามีสินทรัพย์ที่ดีในเอฟแอนด์เอ็น และ ทีซีซี ส่วนขนาดจะขึ้นอยู่กับพอร์ตการลงทุน และสิ่งที่พวกเขาต้องการอัดฉีดเข้าสู่กองทุนทรัสต์" แหล่งข่าวกล่าว








