ธปท.มั่นใจรับมือสถานการณ์เงินทุนไหลออกได้ เหตุทุนสำรองสูง ระบุเงินไหลออกไม่มาก ต่างชาติทิ้งตลาดบอนด์ 15% มั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่ง
ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงอย่างหนักจากเงินไหลออก เนื่องจากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) แต่ปัจจัยที่ยังส่งผลต่อตลาดเงินเอเชียวานนี้ จากความกังวลสหรัฐจะใช้กำลังทหารกับรัฐบาลซีเรีย
จากความกังวลดังกล่าวทำให้มีแรงเทขายเงินภูมิภาคและหุ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มั่นใจสามารถรับมือสถานการณ์เงินไหลออกได้ เนื่องจากระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในขณะนี้มีสูงมากที่ระดับ 1.7 แสนล้านดอลลาร์
จากการติดตามสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายของ ธปท. พบว่า หลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง ทำให้มีเงินไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่ขนาดของการไหลออกไม่สูงมากนัก
สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจ ว่า จะลดการลงทุนลงหรือไม่นั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจไทยนั้น ธปท.มั่นใจว่าพื้นฐานยังอยู่ในระดับที่ดี แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงครึ่งปีแรกจะขาดดุลบ้าง แต่เป็นการขาดดุลจากการนำเข้าทองคำเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าตัดเรื่องทองคำออก แล้วดูเฉพาะดุลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการค้า หรือการนำเข้า และส่งออก รวมถึงภาคบริการเพียงอย่างเดียว พบว่าครึ่งปีแรกยังเป็นบวกอยู่
"เราได้ติดตามดูว่า เขาได้ลดการลงทุนในบอนด์ (ตราสารหนี้) หรือหุ้นของเราลงไปแล้วเท่าไร ซึ่งดูแล้วว่า เงินสำรองระหว่างประเทศที่เรามีอยู่ ยังมีเพียงพอที่จะครอบคลุม Outflows และเท่าที่ดูจากสถานการณ์ช่วงที่ผ่านมา Outflows เราก็ไม่ได้มากนัก ส่วนในเรื่องของ FDI (เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) ไม่ได้เป็นประเด็นเพราะยังไม่มีออกมีแต่จะเข้ามาเพิ่ม" นางผ่องเพ็ญกล่าว
เผยต่างชาติเทขายบอนด์ 15%
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติได้เทขายพันธบัตรในตลาดตราสารหนี้ไทยออกไปแล้วประมาณ 15% ของยอดคงค้างทั้งหมด ส่วนโอกาสที่จะเทขายออกมาเพิ่มในอนาคตนั้น มีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ ธปท.ยังเชื่อว่า ต่างชาติยังมองประเทศในตลาดเกิดใหม่เป็นเป้าหมายการลงทุนหลักอยู่
แนวโน้มจากนี้ไป คงต้องติดตามดูว่าเฟดจะดำเนินมาตรการคิวอีอย่างไร ซึ่งในส่วนของธปท.เชื่อว่า เฟดคงลดการใช้คิวอีลงแน่นอน แต่อยู่ที่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ซึ่งถ้าเฟดเริ่มต้นการลดการใช้มาตรการคิวอีจริง คงทำให้เงินทุนต่างชาติมีทิศทางที่เป็นการไหลออกอยู่
"เท่าที่ ธปท. ประเมินระดับของเงินสำรองระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีเพียงพอต่อความต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะมีเพียงพอด้วย เพราะต้องขึ้นกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเงินทุนไหลออก ดังนั้นจึงต้องทำการศึกษาให้ดี"
ธปท.แทรกค่าบาท-อ่อนค่ารอบ3ปี
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ ร่วงลง 0.7% อยู่ที่ 32.160 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2553 โดยถูกกดดันจากเงินทุนไหลออก และแรงซื้อดอลลาร์ของกลุ่มผู้นำเข้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า บาทอยู่ในช่วงขาลง แต่ถูกสกัดจากการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าดูแลค่าเงินในตลาดตั้งแต่ระดับ 32.10 แต่บาทยังคงอยู่ในทิศทางช่วงขาลง
ทั้งนี้ คาดว่าบาทต่อดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอีก สู่ระดับ 32.425
หุ้นร่วงหนักฉุดมาร์เก็ตแคป วูบ 2.81 ล้านล้าน
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดภูมิภาค ล่าสุดปิดตลาดที่ 1,293.43 จุด ลดลง 35.75 จุด คิดเป็น 2.69% มูลค่าการซื้อขายรวม 3.76 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอีกวัน 890.01 ล้านบาท
ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ทั้งสิ้น 113,408.81 ล้านบาท
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยเคยอยู่ที่ระดับสูงสุดที่ 1,649.77 จุด ในเดือนพ.ค. 2556 และปรับลดลงปัจจุบันที่ระดับ 1,293.43 จุด คิดเป็น 21.59% ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุดเคยอยู่ที่ 14.09 ล้านล้านบาท เหลือ 11.28 ล้านล้านบาท หรือลดลง 2.81 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19.94%
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยเป็นไปตามตลาดในภูมิภาค ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วตลาดหุ้นไทยยังถือว่าลดลงน้อยกว่าประเทศอย่างฟิลิปปินส์ที่ลงไปกว่า 4% โดยเป็นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติเพื่อไปลงทุนในทรัพย์สินอื่น หรือกลับเข้าไปที่สหรัฐ
"หุ้นลงแรงเป็นไปตามภูมิภาค แต่ถ้าดูวอลุ่มซื้อขายระดับกว่า 3 หมื่นล้าน ก็ยังถือว่าไม่น่าวิตกมากนัก เพราะถ้าเกิน 5 หมื่นล้าน ขึ้นไป ถึงจะเป็นจุดที่น่ากังวล" นายชนิตร กล่าว
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่องหลุดระดับ 1,300 จุด ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของตลาดภูมิภาค เนื่องจากอยู่ในภาวะกระแสเงินทุนไหลออก ซึ่งไทยยังมีปัจจัยภายในประเทศ ทั้งเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้มีการคาดการณ์ความสามารถในการทำกำไรลดลง
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ปรับประมาณการลดลงกำไรสุทธิของ บจ.ไทยลดลงเหลือ 14.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 23% ขณะที่ปัจจัยทางการเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวที่ช่วยกระตุ้นให้เงินไหลออกเร็วขึ้น
"ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ซื้อขายที่ระดับพีอี 13 เท่า แต่ยังแนะนำให้เข้าซื้อเนื่องจากมีแนวโน้มจะปรับลดลงไปอยู่แถวบริเวณ 1,250 จุด ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่นักลงทุนจะเริ่มทยอยซื้อเข้าพอร์ตบางส่วน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในตอนนี้ควรเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับ 6% ขึ้นไป ซึ่งช่วงที่ตลาดหุ้นขาลงทำให้ราคาลดลงแต่ผลตอบแทนจากเงินปันผลจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น" นายเทิดศักดิ์ กล่าว
เอดีบีเล็งปรับลดจีดีพีไทย
นางลักษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เอดีบีกำลังพิจารณาปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่ต้นปีนี้คาดจะอยู่ที่ 4.9% ซึ่งผลจากตัวเลขการส่งออกต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยลงมาแล้ว
"ตัวเลขที่เราจะปรับใหม่จะอยู่ในกรอบ 4-4.3% ในปีนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปออกมา ซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนที่จะบอกได้จะออกมาในเดือนต.ค. ส่วนตัวเลขส่งออกที่เดิมคาดการณ์ไว้ทั้งปีนี้ที่ 8% นั้น คิดว่าน่าจะทำได้ต่ำกว่านี้คงไม่ถึง 8%"
เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สถานการณ์น่าจะกระเตื้องขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท น่าจะเข้าสภาได้ และโครงการน่าจะเริ่มได้ปีหน้า ซึ่งมีส่วนกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน
ต่อข้อถามกรณีมีทุนไหลออกจากไทยมากช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เธอเชื่อว่าไทยได้รับผลกระทบน้อยถ้าเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค อย่างอินเดียหรืออินโดนีเซีย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง เงินทุนสำรองของ ธปท.อยู่ระดับสูง
นอกจากนี้ ธปท.ได้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไว้อย่างดี ในส่วนสถาบันการเงินไทยก็ถือว่าเข้มแข็ง ทำให้ตลาดการเงินไทยไม่ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกมากนัก ส่วนหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นหนี้ที่ชำระได้ ไม่ได้เป็นหนี้ไม่ก่อเกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล แต่อาจมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน
อาร์บีเอสคาดปี 2557 จีดีพี โต 4-5%
นายเมดาน เมนอน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ร่วมด้านการตลาดและอินเตอร์เนชั่นแนลแบงกิ้ง ธนาคารเดอะรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ หรือ อาร์บีเอส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เผยว่า แม้ว่าจะคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ในระยะกลางเศรษฐกิจไทย ยังเติบโตดีอยู่ โดยปี 2557 คาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 4-5% จากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐที่จะเริ่มขึ้นในปีหน้า ขณะที่ภาคการส่งออกจะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แม้ปีนี้ภาคการส่งออกจะชะลอตัวลง คาดจะเติบโต 3-4% ในปีนี้ ทำให้ช่วงที่เหลือของปีเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางที่ดี
ส่วนแผนการลงทุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของภาครัฐ ธนาคารจะเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนในการออกตราสารหนี้ เพื่อระดมทุนโครงการนี้ ถือเป็นจุดแข็งของธนาคาร เช่น ที่ผ่านมาธนาคารได้ร่วมกับภาครัฐในยุโรป เพื่อระดมทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาพลังงานลม








