วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เผยสิ้นปี55ขาดทุน5.3แสนล้าน

เปิดฐานะการเงินแบงก์ชาติ สิ้นปี"55 ขาดทุน 5.3 แสนล้านบาท บัญชีติดลบหนักหลังสหรัฐเริ่มคิวอี

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะทำงานจัดทำแผนปรับปรุงฐานะการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ทผง.)” เพื่อทำหน้าที่ประเมินผลกระทบของฐานะการเงินของ ธปท. ต่อระบบเศรษฐกิจการเงินและพิจารณาแนวทางดำเนินการแก้ไขที่เหมาะสมในการปรับปรุงฐานะการเงิน ซึ่งทผง. ได้จัดทำ “แผนปรับปรุงฐานะการเงินของ ธปท.” โดยนำเสนอคณะกรรมการ ธปท. พิจารณาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2556 มีสาระสำคัญดังนี้]

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินของ ธปท.

ณ วันที่ 31 ธ.ค.2555 ธปท. มีสินทรัพย์ 3.99 ล้านล้านบาท หนี้สินจำนวน 4.52 ล้านล้านบาท และขาดทุนสะสมรวมขาดทุนสุทธิประจำปี 2555 จำนวน 442,376 ล้านบาท โดย ธปท. เริ่มมีส่วนของทุนติดลบ 69,765 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2549 และติดลบสูงขึ้นมากตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดย ณ สิ้นปี 2555 ส่วนของทุนติดลบ 530,892 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.3% ของสินทรัพย์

ทั้งนี้ การดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน โดยการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อดูแลค่าเงินบาท และ ดำเนินการดูดซับสภาพคล่อง (Sterilized Intervention) โดยเฉพาะหลังวิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2551 ซึ่งมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามาก ทำให้งบดุลของ ธปท. มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ต่างประเทศ ขณะที่หนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้สินในประเทศ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงหลัก 2 ประเภท ได้แก่

(1) ความเสี่ยงจากสกุลเงินต่างกัน (Foreign Exchange Mismatch)

(2) ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่างกัน (Interest Rate Mismatch)

ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีปัญหา กลุ่มประเทศหลักที่ประสบวิกฤติมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก โดยลดดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์และดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing: QE) ความเสี่ยงหลักดังกล่าวจึงส่งผลให้ ธปท. มีฐานะการเงินเปราะบางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลหลัก และ ธปท. มีภาระดอกเบี้ยจ่ายในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยรับต่างประเทศ (Negative Carry)

หากพิจารณาระหว่างปี 2552 จนถึงปี 2555 ซึ่งวิกฤติการเงินโลกมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธปท. อย่างมาก ธปท. มีผลการดำเนินงานหลังการตีราคาสินทรัพย์เป็นขาดทุนรวม 520,983 ล้านบาท แยกเป็นขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized) จำนวน 364,506 ล้านบาท และขาดทุนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง (Unrealized) จำนวน 156,030 ล้านบาท โดยการขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจาก ธปท. มีดอกเบี้ยจ่าย สูงกว่าดอกเบี้ยรับ (Negative Carry) จำนวน 207,031 ล้านบาทและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว

ในส่วนของทุนสำรองเงินตรา ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2555 ทุนสำรองเงินตรามีสินทรัพย์ 2.22 ล้านล้านบาท หนี้สิน 1.40 ล้านล้านบาทจากการออกธนบัตรหมุนเวียนเป็นสำคัญ และส่วนของทุนจำนวน 819,267 ล้านบาท ทั้งนี้ ทุนสำรองเงินตรามีฐานะการเงินดี เนื่องจากมีรายได้หลักจากการนำธนบัตรออกใช้หมุนเวียน และไม่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาทและสภาพคล่องเงินบาท จึงไม่มีภาระต้นทุนจากบทบาทดังกล่าว

นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงสิ้นปี 2555 ทุนสำรองเงินตรามีผลการดำเนินงานหลังการตีราคาสินทรัพย์ มีขาดทุน 21,741 ล้านบาท แยกเป็น Realized Gain จำนวน 124,072 ล้านบาท และ Unrealized Loss จำนวน 145,813 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกิดจาก ทุนสำรองเงินตรามีดอกเบี้ยรับ 75,026 ล้านบาท มีกำไรจากการปรับราคาทองคำ 79,016 ล้านบาท แต่มีขาดทุนจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยน (Unrealized FX Loss) 241,820 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ทั้งนี้ หากพิจารณาระดับเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย (รวม ธปท. และทุนสำรองเงินตรา) จะพบว่ามูลค่าสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ ได้เพิ่มขึ้นจาก 52,066 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2548 มาอยู่ที่ระดับ 181,608 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2555 และฐานะต่างประเทศ (สุทธิหลังรวมฐานะล่วงหน้า) เพิ่มจาก 55,906 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2548 มาอยู่ที่ระดับ 205,751 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2555

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของ ธปท.

หากพิจารณาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา มีสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่สำคัญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทย โดยในปี 2549 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ชะลอตัวจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการคลังอย่างเรื้อรัง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาโดยตลอดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ดัชนีค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก ที่มีสัดส่วน 56% ของจีดีพี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น

ธปท. จึงได้เข้าดูแลค่าเงินเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และได้เริ่มผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน โดยให้คนไทยลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น

ตลอดจนมีการออกมาตรการชะลอการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น โดยการดำเนินการเหล่านี้สามารถชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้เพียงระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ ในปี 2549 ธปท. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งสิ้น 4 ครั้งต่อปี จาก 4% เป็น 5% ต่อปี ในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้จนถึงสิ้นปี โดยการดำเนินการดูดซับสภาพคล่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่เป็นภาระต้นทุนเพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ

ในปี 2550 เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น เศรษฐกิจไทยในขณะนั้น มีเพียงการส่งออกเป็นปัจจัยเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ธปท. จึงเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ขณะเดียวกันก็มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 5% ต่อปี ในปี 2549 เหลือ 3.25% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอเมริกา (Fed Fund) ที่ 4.25% ต่อปี ทำให้การดูดซับสภาพคล่องของ ธปท. จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมิได้เป็นภาระต้นทุน

ในปี 2551 ช่วงครึ่งหลังของปี เกิดวิกฤติทางการเมือง มีการประท้วงต่อเนื่อง และปิดสนามบิน ประกอบกับเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ทำให้เงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทผันผวน และอ่อนตัวลงเล็กน้อย ตลอดจนราคาสินทรัพย์ต่างประเทศสูงขึ้นจากการลดดอกเบี้ยนโยบายของกลุ่มประเทศหลัก

ทั้งนี้ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.75% ต่อปี และการดำเนินงานของ ธปท. กลับมามีกำไรจากที่เคยขาดทุนจากการแข็งค่าของเงินบาทในปี 2549 และ 2550

ในปี 2552 เศรษฐกิจโลกทรุดตัวอย่างรุนแรงจากวิกฤติการเงินโลก ทำให้การส่งออกของไทยหดตัวอย่างมาก ขณะเดียวกันอุปสงค์ในประเทศก็หดตัวเช่นกัน โดยมีความไม่สงบทางการเมืองเป็นปัจจัยเสริม รัฐบาลใหม่ได้ออกนโยบายไทยเข้มแข็งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ กนง. ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินตั้งแต่ปลายปี 2551 มาเป็นลำดับ โดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ำสุดที่ 1.25% ต่อปีในเดือนเม.ย. 2552 ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการคลังและการเงิน ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี

ความแตกต่างของแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยกับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศหลัก ประกอบกับการดำเนินการมาตรการคิวอี 1 ของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินทุนไหลเข้ามามากในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อรวมกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตลอดทั้งปีได้สร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงปลายปี ธปท. จึงเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อมิให้ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกอยู่แล้วต้องถูกซ้ำเติมจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอีกปัจจัยหนึ่ง

ทั้งนี้ ธปท. ได้ดูดซับสภาพคล่องจากการเกินดุลดังกล่าว และทำให้มีภาระต้นทุนค่อนข้างมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ในปี 2553 เศรษฐกิจเอเชียรวมถึงประเทศไทยมีการฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศหลักยังคงซบเซา ทำให้ยังคงมีเงินทุนไหลเข้ามายังภูมิภาคนี้ และกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นตามลำดับ ภาคการส่งออกของไทยที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก กลับมาเผชิญกับผลกระทบของค่าเงินแข็งอีกครั้งหนึ่ง

การออกมาตรการ คิวอี 2 ในช่วงปลายปี 2553 เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่สร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ธปท.จึงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ถึงแม้ธปท.จะเข้าแทรกแซงเป็นจำนวนมาก ค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าขึ้น 10% ในปี 2553

ทั้งนี้ ในปี 2553 กนง. ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นจาก 1.25% เป็น 2% ต่อปี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่กลับมาเป็นบวก และ ธปท. มีภาระในการดูดซับสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมากจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก