เพื่อความสำเร็จ MPI ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ พร้อมยกระดับสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยอย่างเต็มรูปแบบ
จากภาพเดิมที่อาจดูคล้าย 'ธุรกิจครอบครัว' ทว่า MPI ในวันที่เดินทางย่างเข้าปีที่ 26 ได้ผลัดใบสู่เจนเนอเรชั่น 3 อยู่ภายใต้การนำทางของนักธุรกิจมืออาชีพเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งพวกเขาไม่ใช่เจนวายแต่เป็นคนยุคเบบี้บูมเมอร์
MPI ( Management & Psychology Institute) หรือ สถาบันการบริหารและจิตวิทยานั้น มีผู้ก่อตั้งและนับเป็นเจนเนอเรชั่นแรกก็คือ "ศ.ดร.หลุย จำปาเทศ" ต่อมาบุตรสาว "ดร. มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ" ก็เข้ามาสานต่อธุรกิจจึงถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่สอง
และเป็นเพราะดร. มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ ต้องการเดินบนเส้นทางสายธรรม เลยได้ฝากฝัง MPI ไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ "ดร.วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์" ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กับ "พิเชษฐ์ เวชสุภาพร" ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการฝ่ายวิชาการของสถาบัน
MPI ในวิสัยทัศน์เจนเนอเรชั่นที่ 3
ดร.วิสุทธิ กล่าวว่าจากนี้ไป MPI จะมีการบริหารจัดการในรูปแบบของ Committee คือมีคณะกรรมการซึ่งประกอบไปด้วยนักธุรกิจที่ล้วนจบหลักสูตร The Boss เป็นลูกศิษย์ของ ดร.หลุย ตลอดจนนักวิชาการที่มีชื่อเสียง
"พวกเราตกลงกันว่าจะยังรักษา และคงไว้ซึ่งปรัชญาของ MPI ที่ว่าด้วยการเพิ่มคุณค่าของคน และองค์กร ให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน แต่สิ่งที่ต้องการจะมุ่งเน้นให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ คุณธรรมและจริยธรรมของนักธุรกิจ เนื่องจากเห็นว่ามีความจำเป็นต่อบ้านเมือง ต่อโลกใบนี้ และต่อธุรกิจเอง"
นักธุรกิจไม่ควรนำผลประโยชน์สูงสุดเป็นตัวตั้งในการดำเนินธุรกิจ แต่ควรตระหนักถึงการสร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อส่วนรวม
นอกจากนั้น ยังจะมีการปรับสัดส่วนของการเรียนการสอน โดยไม่มุ่งสอนในตำราทว่าจะมีนักธุรกิจที่มากประสบการณ์มาช่วยชี้แนะแนวทางมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังจะมีการคงความเข้มข้นในเชิงวิชาการเช่นเดิม
One Stop Service คือเป้าหมายใหญ่ของ MPI
ความหมายก็คือ การเป็นที่พึ่งพาของนักธุรกิจและธุรกิจได้ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความร่วมมือ เงินทุน ฯลฯ ซึ่งดร.วิสุทธิบอกว่าภายในเวลา 5-7 ปีจากนี้จะต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้
วิธีการก็คือ การนำ MPI เข้าตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการขยายงานเพื่อยกระดับ 'สถาบัน' สู่ความเป็น 'มหาวิทยาลัยอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ทั้งนั้นในเวลานี้เอง MPI ก็ไม่ได้ยืนอยู่โดดๆ เพียงลำพัง
"หลักสูตร The Boss ที่มีชื่อเสียงของ MPI นั้นปัจจุบันมีลูกศิษย์ที่เป็นผู้ประกอบการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ทั่วประเทศไทยมากกว่า 4,000 คน ตัวของผมเองเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคม รวมถึงมูลนิธิ The Boss ด้วย ดังนั้นเมื่อพูดถึง The Boss จึงหมายถึง 3 องค์กร นั่นคือ MPI ,สมาคม และมูลนิธิ ซึ่งเปรียบเป็นฐานที่แข็งแกร่ง"
ส่วนบทบาทขององค์กรทั้งสามยังได้ครอบคลุมถึงปรัชญาของ The Boss ที่ว่า สร้างสรรค์สังคม(มูลนิธิเป็นผู้รับผิดชอบ) สั่งสมวิชาการ (MPIเป็นผู้รับผิดชอบ) และประสานประโยชน์ (สมาคมเป็นผู้รับผิดชอบ)
โดยในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ดร.วิสุทธิ บอกว่าจะมีการจัดงาน Home Coming Day เพื่อเป็นการเชื่อมโยงสานสัมพันธ์ คณาจารย์ มวลสมาชิก และศิษย์เก่าของMPI ให้มาร่วมกันผนึกกำลังในการสร้างสรรค์สังคม
อย่างไรก็ดี ดร.วิสุทธิบอกว่า เมื่อทุกๆ เรื่องบรรลุเป้าหมายแล้ว เขาก็จะวางมือแล้วส่งต่อให้เจนเนอเรชั่นที่ 4 ต่อไป
สำหรับ พิเชษฐ์ ในฐานะที่ต้องดูแลงานด้านวิชาการ ซึ่งชีวิตจริงของเขาเป็นนักธุรกิจหาได้เป็นนักวิชาการแต่อย่างไรได้กล่าวว่า หลักสูตรการเรียนการสอนของ MPI จากนี้จะอยู่ภายใต้หลักการ 3 ข้อ ได้แก่
1. Customer Centric หรือการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
"เราจะดีไซน์หลักสูตรตามจริตของผู้เรียน ถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นเรื่องของมุมมองวิสัยทัศน์ ถ้าเป็นระดับผู้จัดการต้องเป็นเรื่องของความรู้และวิธีปฏิบัติให้มากขึ้น และพอลงลึกไปถึงระดับหัวหน้างานเราก็จะสอนการปฏิบัติการจริงๆ"
2. Up to date หรือมีความทันยุคทันสมัย
3. Implementation หรือต้องนำไปใช้ได้จริง
พิเชษฐ์ บอกว่า ส่วนตัวของเขานั้น ทุกหลักสูตรของ MPI ไม่ว่าจะเป็นThe Boss ,The Manager ฯลฯ สามารถตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เป็นเพราะวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของดร.หลุย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ 25 ปีก่อนหลักสูตร The Boss ได้สอนเขาถึงเรื่องของความยั่งยืน หรือ Sustainability ทั้งที่ประเทศไทยเพิ่งมาได้ยินเรื่องนี้กันถี่ๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เป็นต้น
"สัญลักษณ์ของหลักสูตร The Boss ก็คือนกอินทรี ซึ่งมีจุดเด่น 3 ข้อ นั่นคือ วิสัยทัศน์กว้างไกล ใฝ่บินสูง และจูงใจคน "
และแน่นอนด้วย 32 วิชาที่บรรจุหลักสูตร The Boss สามารถทำให้ลูกศิษย์เป็นนกอินทรีได้ทุกคน
MPI เตรียมความพร้อมอะไรเกี่ยวกับ AEC แล้วบ้าง?
"เป็นคำถามที่ถูกถามอยู่เสมอ ซึ่งที่เราได้ทำไปแล้วก็คือ การจัดสัมมนาหัวข้อ Perspective on AEC เพื่อให้ความรู้ วิสัยทัศน์ และทิศทางของ AEC กับนักธุรกิจ เราได้เติมความรู้เกี่ยวกับ AEC ลงในหลักสูตรการเรียนการสอน และได้มีการจัดโครงการ Learn on the road นำนักธุรกิจศึกษาเส้นทางการทำธุรกิจยังสถานที่จริงบนเส้นทางคุนหมิงสู่กรุงเทพ"









