ขอนำประเด็นปัญหาการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2556
ที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2556 มาปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้
ปุจฉา บริษัท ด. (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายอะไหล่ และรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และจิ๊ป บริษัทฯ ได้ยื่นคำร้องของดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สพท. เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 กรณียื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2542 โดยชี้แจงเหตุผลดังนี้
1. บริษัทฯ เริ่มประกอบกิจการในปี 2542 และขณะนั้น บริษัทฯ มีปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกับตัวแทนจำหน่ายเดิมได้ และราคารถยนต์ที่นำเข้าบางรุ่นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกรมศุลกากร ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2542 ก่อนการยื่นแบบครึ่งปี บริษัทฯ จำหน่ายรถยนต์ได้เพียง 226 คัน ซึ่งขณะนั้น ราคารถยนต์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ไม่ผ่านการอนุมัติจากกรมศุลกากร และยังไม่สามารถตกลง ซื้อรถยนต์จากตัวแทนจำหน่ายเดิมได้
2. ภายหลังจากบริษัทฯ ได้ยื่นแบบครึ่งปีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ปรากฏว่า กรมศุลกากรได้อนุมัติให้บริษัทฯ นำเข้ารถยนต์ได้ และบริษัทฯ ได้ทำความตกลงกับตัวแทนจำหน่ายเดิมได้ และราคารถยนต์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ได้รับการพิจารณาจากกรมศุลกากรเรียบร้อย ประกอบกับลูกค้าได้เริ่มสั่งซื้อรถยนต์ของบริษัทฯ เนื่องจากรถยนต์ของบริษัทฯ ขาดตลาดมาเป็นเวลานานมีผลทำให้ ยอดขายของบริษัทฯ ในช่วงเวลา 4 เดือนหลังของปี 2542 สูงถึง 866 คัน
กรณีตามข้อเท็จจริง บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ของรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2542 ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ (ร้อยละ 73.16) ถือเป็นกรณีที่ประมาณการขาดไปโดยมีเหตุอันสมควร หรือไม่ อย่างไร
วิสัชนา กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุอันสมควร ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก
1. ในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2542 บริษัทฯ ขายรถยนต์ได้ 226 คัน ซึ่งขณะนั้น ราคารถยนต์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ไม่ผ่านการอนุมัติจากกรมศุลกากร และยังไม่สามารถตกลง ซื้อรถยนต์จากตัวแทนจำหน่ายเดิมได้ แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2542 และบริษัทฯ สามารถตกลงซื้อ รถยนต์จากตัวแทนจำหน่ายเดิมได้ ทำให้ในเดือนกันยายน - ธันวาคม 2542 บริษัทฯ จำหน่ายรถยนต์ได้มากถึง 866 คัน
2. บริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 สำหรับรายรับเดือนมกราคม - สิงหาคม เป็นเงิน 1,320,211,938.59 บาท และรายรับเดือนกันยายน - ธันวาคม เป็นเงิน 2,825,403,303.66 บาท และรายรับของบริษัทฯ จะสูงมากในเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2542
กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่บริษัทฯ ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้าและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากบริษัทฯ ได้ยื่นประมาณการกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.51 แล้ว ถือได้ว่า บริษัทฯ ได้ยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการโดยมีเหตุอัน สมควร ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/9136 ลงวันที่ 18 กันยายน 2544
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ









