บีโอไอเผยลงทุน"เอฟดีไอ"ปีนี้ลดเหลือ 4.5-5.5 แสนล้าน เหตุศก.ไทย-ส่งออกชะลอตัว ยอมรับขอส่งเสริมแล้วไม่ลงทุนก็ได้ 7 เดือน ขอส่งเสริมลด 15%
การยื่นขอส่งเสริมของโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปี 2556 เทียบช่วงเดียวกันของปี 2555 มีจำนวน 702 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.3% เช่นเดียวกับมูลค่าลงทุนลดลง 10.3% อยู่ที่ 297,899 ล้านบาท เรื่องนี้ นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ปกติ เอฟดีไอ จะมีสัดส่วนขอรับส่งเสริมการลงทุนประมาณ 45-55% ปีที่ผ่านมามีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 1.4 ล้านล้านบาท เป็น เอฟดีไอ 647,947 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่เป็น เอฟดีไอ ประมาณ 450,000-550,000 ล้านบาท ซึ่ง เอฟดีไอ ปีนี้ลดลงตามสัดส่วนคำขอรับส่งเสริมการลงทุน โดยคำขอรับส่งเสริมการลงทุนปีที่แล้ว ถือว่าสูงผิดปกติ ส่วนปีนี้ถือว่าคำขอที่เข้ามาอยู่ในระดับปกติ
ส่วนโครงการลงทุนเอฟดีไอ ที่ได้รับการอนุมัติช่วง 7เดือนที่ผ่านมา เทียบกับปี 2555 มีจำนวน 783 โครงการ เพิ่มขึ้น 10.4% ส่วนมูลค่าเงินลงทุน 275,991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.6% ขณะที่โครงการลงทุนจากต่างชาติ แยกตามประเภทโครงการ เป็นโครงการขยายใหม่ จำนวน 421โครงการ เงินลงทุน 248,863 ล้านบาท โครงการใหม่ 281 โครงการ เงินลงทุน 49,036 ล้านบาท
เผยญี่ปุ่นยังยื่นขอลงทุนอันดับหนึ่ง
ทั้งนี้ นักธุรกิจญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ลงทุนมากที่สุด โดยในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ยื่นคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 377 โครงการ มูลค่าลงทุน 191,117 ล้านบาท ปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะมีผลต่อเอฟดีไอจากประเทศที่ยังไม่คุ้นเคย หรือเข้ามาลงทุนในไทยไม่มาก แต่ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมาก เช่น ญี่ปุ่น จะไม่กังวลกับความขัดแย้งทางการเมือง เพราะเข้ามานานและเข้าใจสถานการณ์ดี ที่ผ่านมามีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่ก็ไม่กระทบต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะมาลงทุนมากขึ้น
ส่วนแนวโน้มการลงทุนช่วงครึ่งหลังปีนี้ มีปัจจัยเสี่ยงจากการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลดเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลง ทั้ง 2 ปัจจัย ก็จะมีผลต่อจิตวิทยาของผู้ประกอบการ เพราะผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งผู้ประกอบการมองคล้ายกับผู้บริโภค เพียงแต่ใช้สถิติและข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ ส่วนผู้บริโภคใช้ความรู้สึกประเมินสถานการณ์ ขณะที่ผู้ประกอบการลงทุน จะพิจารณาและว่าสินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายได้ แต่ถ้าการบริโภคมีปัญหาต้องใช้เวลา
รับได้บัตรส่งเสริมแล้วไม่ลงทุนก็ได้
นายอุดม กล่าวว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับอนุมัติและเริ่มลงทุนช่วงครึ่งหลังปีนี้ ส่วนใหญ่ได้รับอนุมัติเมื่อปีผ่านมา บีโอไอกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนต้องลงทุนภายใน 2 ปีครึ่ง จากการติดตามผู้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน พบว่า มีสัดส่วนลงทุนจริง 80%
"เราคงไม่สามารถบังคับให้เร่งลงทุนได้ คงขึ้นอยู่กับสภาพธุรกิจของผู้ประกอบการแต่ละราย ผู้ที่ได้รับส่งเสริมแล้วอาจจะไม่ลงทุนที่ได้รับอนุมัติก็ได้ สามารถยื่นขอส่งเสริมใหม่ได้ แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่ายื่นครั้งแรกแล้วไม่ลงทุนเพราะเหตุใด" นายอุดม กล่าว
เอกชนเชื่อส่งออกทั้งปี โตได้แค่ 4-5%
ด้าน นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกปีนี้ คาดว่าจะขยายได้ไม่เกิน 4-5% หลังจากไม่มีปัจจัยสนับสนุนการส่งออก แม้จะมีการคาดการณ์ว่าตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น เริ่มฟื้นตัว คาดเป็นเพียงการเริ่มต้น ความต้องการสินค้าจะยังไม่สูงมาก ในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะกุ้ง ไทยส่งออกไป 3 ตลาดนี้สูง แต่มีปัญหาสินค้ามีไม่เพียงพอที่จะป้อนความต้องการลูกค้าได้ ส่วนการส่งออกข้าวพบว่าหลังรัฐบาลเปิดระบายข้าวและเร่งขายข้าว ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดเท่าที่ควร ความหวังที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออกก็ยิ่งลดลง
เช่นเดียวกับค่าเงินยังเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกปลายปีนี้ เพราะมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและรวดเร็ว จากภาวะเงินทุนไหลออก คือว่าเมื่อถึงระยะหนึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยจะดึงเงินทุนกลับมา เมื่อถึงเวลานั้นค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
"สินค้าที่เดิมเราคิดว่าจะช่วยส่งออกอย่างข้าว ตอนนี้ก็ไม่ได้สดใส ยังมีเรื่องกุ้งที่ตลาดต้องการแต่ไม่มีของให้ โดยรวมการส่งออกปีนี้ ไม่ดีเท่าที่คาดไว้ เป้าหมายกระทรวงพาณิชย์ 7-7.5% ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมคิดว่าส่งออกอยู่ในภาวะถดถอย แต่ไม่ถึงขั้นติดลบและน่าจะขยายตัวได้ 4-5%"
เครื่องนุ่งห่มคาดทั้งปีส่งออกติดลบ 5-9%
ขณะที่ นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ในส่วนเครื่องนุ่งห่มปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 5-9% เพราะการส่งออกทั้งปีเผชิญความเสี่ยงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินบาทที่แข็งค่าก่อนหน้านี้ แม้ตอนนี้บาทอ่อนก็ตาม แต่การรับคำสั่งซื้อของเครื่องนุ่งห่ม จะมีล่วงหน้า 3-4 เดือน ทำให้เงินบาทที่อ่อนค่าไม่มีผลต่อการส่งออกปีนี้ เป็นการอ่อนค่าเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าที่จะรับโค้ดราคา หากเงินบาทแข็งค่าเร็ว ก็จะเกิดปัญหาการกำหนดราคาต่อผู้ซื้อได้ แม้จะทำประกันค่าเงิน แต่สถาบันการเงินจะรับทำประกันในกรอบ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ เท่านั้น
"เงินอ่อนค่าเร็วก็แข็งค่าเร็วได้ ตอนนี้ไม่อยากนอนใจ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เท่าที่ผมสังเกตไม่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า ก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนไทย บาทแข็งค่าเพราะมีการนำเงินเข้ามามาก แต่ไม่ใช่การเข้ามาลงทุนระยะยาว เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ก็นำเงินออกนอกประเทศมาก เป็นการกระทำของนักลงทุนต่างประเทศระยะสั้น"นายสุกิจ กล่าว
รับพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป
ด้านตลาดส่งออก คาดว่าแนวโน้มจากนี้ ตลาดสหรัฐมีสัญญาณที่ดี ญี่ปุ่นมีทิศทางที่ค่อยๆ ดีขึ้น และยุโรปช่วงหลายเดือนก่อนแทบจะยังไม่เห็นความหวัง เพราะมีการชะลอการชำระหนี้และรัฐบาลลดการใช้จ่าย แต่เริ่มเห็นว่ามีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
นายสุกิจ กล่าวว่า ทั้ง 3 ตลาด เป็นตลาดสำคัญมีมูลค่าการค้าสูง พบว่า หลังผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในตลาดเหล่านี้เปลี่ยนไป ลูกค้าสนใจสั่งสินค้าจากประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มากกว่า ซึ่งไทยกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเพราะในยุโรป ไทยอยู่ในขั้นการเจรจาเอฟทีเอกับอียู ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนซึ่งเป็นคู่แข่งไทย มีความคืบหน้าไปแล้ว ส่วน สหรัฐ ไทยยังไม่ได้ข้อสรุปการเข้าร่วมความร่วมมือกลุ่มประเทศแปซิฟิก หรือ ทีพีพี หากไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเอฟทีเอ ก็อาจทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อดึงคำสั่งซื้อจากลูกค้าตลาดหลักเหล่านี้หายไปได้
"จากนี้ไป ผู้ซื้อจะถามว่า มีโรงงานในเวียดนามไหม หากมี ก็อาจสั่งซื้อกับบริษัทนั้นๆ เพื่อให้การส่งออกไปสามารถใช้สิทธิเอฟทีเอที่มีอยู่ได้ แต่หากไม่มี โอกาสที่จะแข่งขันเพื่อดึงคำสั่งซื้อไว้ ก็จะยากมากขึ้น"นายสุกิจ กล่าว








