วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สหภาพแรงงานฯยื่นปลดกสทช.ค้านประมูลทีวีดิจิทัล-โทรคม

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรวมตัวชุมนุม ค้านกสทช. จัดประมูลทีวีดิจิทัล-โทรคมฯ ชี้ไม่เป็นธรรมรัฐวิสาหกิจ “อสมท -ทีโอที -กสท โทรคมนาคม” รับผลกระทบ

วานนี้ (15 ส.ค.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ประกอบไปด้วยกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 องค์กร รวมตัวชุมนุมที่สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซอยสายลม (พหลโยธิน 8) จำนวนกว่า 200 คน เพื่อเรียกร้องให้ กสทช.ยุติบทบาทการทำหน้าที่ พร้อมยื่นเรื่องถอดถอน กสทช. ทั้ง 11 คน ต่อวุฒิสภา

โดยกลุ่มสหภาพแรงงานฯ เห็นว่า กสทช. มีการออกกฎระเบียบการจัดสรรคลื่นความถี่ ทั้งฝั่งโทรคมนาคมและกิจการวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) “ไม่เป็นธรรม” ส่งผลกระทบต่อรายได้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 3 หน่วยงานหลัก คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ,บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหลัก

แถลงการณ์ กสทช.จัดสรรไม่เป็นธรรม
โดย สรส. ออกแถลงการณ์ ระบุว่าการออกกติกา ประมูลคลื่นโทรคมฯ ที่ต้องเปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปสู่การให้ใบอนุญาต ส่งผลกระทบกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ บริษัท กสท.โทรคมนาคม หรือ CAT และ ทีโอที ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่สำคัญของไทย โดยผลประโยชน์จากการเปลี่ยนระบบกลับมือไปตกอยู่ในมือเอกชน

พบว่า กสทช. ไม่ได้ปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติ และไม่ได้สร้างกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และทำให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งต้องแบกภาระในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น การออกใบอนุญาต 3 จี กำหนด ให้เอกชน 3 ราย สร้างโครงข่ายสัญญาณมือถือเองได้ จากเดิมต้องเช่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง ซึ่งทำให้คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติตกไปอยู่กับเอกชน

นอกจากนี้ กสทช. ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีพบการร่วมมือระหว่างบริษัทภายใต้สัญญาสัมปทาน และบริษัทลูกของบริษัทค่ายมือถือ ฮั้วราคาการให้บริการ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันในตลาด และกสทช.ได้ออกประกาศฯ ให้เกิดการโอนย้ายลูกค้าจากบริษัทแม่ ไปบริษัทลูกได้ รวมทั้งปัญหากรณีการเช่าใช้โครงข่ายร่วมกัน ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 หน่วยงาน

ขณะเดียวกัน เห็นว่า การประมูลทีวีดิจิทัล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ ในประกาศหลักเกณฑ์ประมูลคลื่นฯ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2556 มีการกำหนดให้เลือกผู้ประมูลชนะการประมูล ที่มีราคา“เท่ากัน” หลังจากต่อเวลาประมูลแล้วยังเสนอราคาเท่ากันกันอีก ให้ใช้วิธี “จับสลาก” อาจทำให้ประเทศไทยไม่ได้สถานีโทรทัศน์ที่มีความพร้อมในการให้บริการมากที่สุด รวมทั้งกำหนดกติกาให้เอกชนที่มีความผูกพันเชิงการถือครองหุ้นสามารถฮั้วราคากันได้ ขณะที่ อสมท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารมวลชนของประเทศ จะเสียเปรียบในการเข้าประมูลแข่งขัน

กรณีที่ กสทช.ปรับลดสัดส่วนเนื้อหาข่าวสาระ การประมูลกลุ่มช่องข่าว 7 ช่อง จากร้อยละ 75 หรือ ร้อยละ 50 ทำให้ไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มช่อรายการทั่วไป 7 ช่อง ทั้งๆ ที่การกำหนดสัดส่วนเช่นนี้ ถูกกลุ่มนักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ คัดค้าน แต่กสทช.ก็ไม่แก้ไข และทำให้เห็นว่า กสทช.จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550
มติ สรส. จึงเห็นตรงกันว่า ขอให้ กสทช.ยุติบทบาทในการทำหน้า และหากไม่ยุติ ก็จะยกระดับชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ โดยวานนี้ สรส.ได้ยื่นเรื่อง ถอดถอน 11 กสทช. ต่อสมาชิกวุฒิสภา ที่อาคารรัฐสภา

ทีโอที-กสท จ่อร้องศาลปกครอง

อย่างไรก็ตามวานนี้ ตัวแทน กสทช. และแกนนำ สรส.นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสรส.พร้อมด้วยตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 3 องค์กร ที่ได้รับผลกระทบ คือ อสมท ,ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม มีการหารือร่วมกันประมาณ 30 นาที

หลังการหารือ นายสาวิทย์ แก้วหวาน เปิดเผยว่าสหภาพฯ ให้เวลากสทช. 7วัน เพื่อชี้แจ้งข้อเรียกร้องต่างๆ และแนวทางการดำเนินจากข้อเรียกร้องของ สรส.ที่ต้องการให้ กสทช. แก้ไขกฎหมายต่างๆและการออกประกาศ เกี่ยวกับการประมูลคลื่นฯโทรคมฯ และทีวีดิจิทัล ที่ไม่เป็นธรรมต่อทั้ง 3 องค์กรรัฐวิสาหกิจ

นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานฯ บริษัท กสท.โทรคมนาคม และนายพงษ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสภาพแรงงานฯ ทีโอที กล่าวว่าสหภาพฯ ทั้ง 2 แห่ง ได้เตรียมยื่นฟ้องร้องศาลปกครอง ก่อนสิ้นเดือนส.ค.นี้ ต่อการจัดสรรคลื่นโทรคมฯ ของ กสทช. ที่เข้าข่ายขัดกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ “โครงข่ายร่วม” และการกำกับดูแลที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเห็นว่าและขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (11) ที่ระบุให้โครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคม จะต้องมีหน่วยงานเป็นผู้ถือหุ้นหลัก แต่พบว่าโครงข่าย 3จี ที่ กสทช.จัดสรร เป็นการลงทุนของเอกชนทั้งหมด

อสมทจี้แก้ กม.ประมูลทีวีดิจิทัล
ด้านนายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงาน อสมท เปิดเผยว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความเป็นธรรมต่อการจัดสรรคลื่นฯ กิจการวิทยุโทรทัศน์อย่างเป็นธรรม ภายใต้การปฏิรูปสื่อตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการยกเลิกการผูกขาดจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต

แต่แนวทางการจัดสรรคลื่นทีวีดิจิทัลของ กสทช. ได้จัดสรรคลื่นสาธารณะให้กับหน่วยงานรัฐ ขณะที่ อสมท เป็นหน่วยงานเดียวที่ต้องเข้าสู่การประมูล ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่กระทรวงการคลังถือหุ้นสูงสุด และนำเสนอคอนเทนท์ทสาระประโยชน์ในสัดส่วนสูง ในฐานะองค์กรสื่อสารมวลชนของประเทศ

แม้ กสทช.จะระบุว่าคลื่นทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ จะต้องใช้วิธีการประมูล ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายองค์การจัดสรรคลื่นฯ พ.ศ.2553 ดังนั้นในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านสื่อ จึงต้องการเสนอให้ กสทช. ยุติกระบวนการประมูลทีวีดิจิทัลไว้ก่อน และหันมาแก้กฎหมายเพื่อไม่ให้ องค์กรสื่อของประเทศได้รับผลกระทบจากการจัดสรรไม่เป็นธรรม ด้วยการ กำหนดประเภทช่องรายการ “กึ่งสาธารณะ” ที่สามารถให้บริการคอนเทนท์ทั้งสาระประโยชน์ และบันเทิง โดยเป็นการจัดสรรให้กับองค์กรรัฐ และรัฐวิสาหกิจเดิม

“เรายืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการปฏิรูปสื่อ แต่ต้องทำให้ครบถ้วน รอบด้าน การมีช่องทีวีเกิดขึ้นอีก 48 ช่อง ในขณะที่ กสทช.ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาช่องรายการต่างๆ ที่มีโฆษณาผิดกฎหมาย จึงเห็นว่าการกำกับดูแลของ กสทช. ยังดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม” นายสุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ เสนอให้ กสทช.ยกเลิกการประมูลทีวีดิจิทัล ธุรกิจ โดยใช้วิธีจัดสรรคลื่นให้กับผู้ที่มีความพร้อมด้านคอนเทนท์ทุกราย และให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสินการดำเนินงานของช่องรายการว่าจะมีผู้ชมหรืออยู่รอดได้หรือไม่

ชงวาระ2บอร์ดพิจารณาสัปดาห์หน้า
ด้านตัวแทน กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ ภารกิจยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร สำนักงาน กสทช. กล่าวว่า สำนักงานฯ จะนำข้อเรียกร้องของ สรส. เสนอให้บอร์ดกระจายเสียง และบอร์ดโทรคมฯ พิจารณาในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อร่วมพิจารณาข้อเรียกร้องและแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดสรรคลื่น

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กสทช.ได้ดำเนินการกำกับดูแลและจัดสรรคลื่นฯ อย่างเป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การแข่งขันเสรี และการคุ้มครองดูแลผู้บริโภค รวมทั้งไม่มีเจตนา หรือคิดร้ายต่อองค์กรรัฐวิสาหกิจต่างๆ