เอชเอสบีซีเตือนหนี้เอเชียพุ่ง! ระบุหนี้ภาคครัวเรือนและสินเชื่อแบงก์อยู่ในระดับสูง อาจเป็นภาระถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ แนะเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ
วานนี้ (15 ส.ค.) นายเฟรดเดอริก นิวมานน์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าร่วมทีมวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกจากอังกฤษได้ออกมาแถลง "แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียปี 2556 และจากนี้ไป" (Losing air? Asian economic prospects for 2013 and beyond)
นายนิวมานน์ กล่าวเตือนตลาดเกิดใหม่ 13 ประเทศในเอเชียรวมทั้งไทย ว่า จากการพิจารณาแนวโน้มหนี้ภาคครัวเรือน ปี 2551 เทียบกับปี 2555 หรือช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าเพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ผลิตภาพ (productivity) ของทั้ง 13 ประเทศ กลับขยายตัวได้ช้าลง
ไทยติดกลุ่มหนี้ครัวเรือนสูง
นายนิวมานน์ ระบุว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับความท้าทาย ที่จะรักษาพลวัตการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ได้สะสมหนี้ภาคครัวเรือนไว้ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551-2555 ตรงกันข้ามกับการเติบโตของผลิตภาพโดยรวมของประเทศเหล่านี้ กลับขยายตัวได้ช้าลง
ทั้งนี้ ประเทศไทยติดกลุ่มประเทศ ที่มีหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ด้วยเปอร์เซ็นต์หนี้ครัวเรือนเทียบจีดีพีประเทศที่ระดับ 77% ในปี 2555 ซึ่งเขาเห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งระดับหนี้ครัวเรือนที่ควรจะเป็นของไทย ควรอยู่ราวๆ 40% หรือ 50% ของจีดีพี
โดยไต้หวันขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เอเชียที่มีหนี้ภาคครัวเรือนมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 86% ของจีดีพี ตามด้วยมาเลเซียอันดับ 2 มีหนี้ภาคครัวเรือนที่ระดับ 80%ของจีดีพี และตามด้วยไทยอันดับ 3 หนี้ครัวเรือนที่ระดับ 77% ของจีดีพี ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนของจีนในปีที่แล้วอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำราว 31% ของจีดีพี
จากข้อมูลของนายนิวมานน์ พบว่าในขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่การเติบโตของผลิตภาพในแต่ละปีของเอเชียตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปี 2555 กลับมีแนวโน้มเป็นขาลง โดยการเติบโตของผลิตภาพของเอเชียโดยรวม ยกเว้นญี่ปุ่น ในปี 2555ขยายตัวประมาณ 1% เทียบปีต่อปี ซึ่งลดลงจากระดับการขยายตัวสูงสุด มากกว่า 3%เทียบปีต่อปี ในช่วงต้นทศวรรษหลังปี 2533
ระบุคิวอีทำสินเชื่อแบงก์โต
นายนิวมานน์ ตั้งข้อสังเกตว่า การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารในเอเชียและใน 13ประเทศเอเชียรวมไทย อาจได้เงินราคาถูก (cheap money) ที่เป็นผลมาจากการขยายและใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างมาก หรือ คิวอี ทั้งในสหรัฐ ญี่ปุ่นและยุโรป เพราะจากการวิเคราะห์พบว่า สินเชื่อแบงก์เทียบจีดีพีตอนนี้ สูงกว่าระดับขยายตัวสูงสุดในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินในเอเชียเสียอีก
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของเอชเอสบีซี รายนี้ ไม่คิดว่าตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย จะเผชิญวิกฤติการเงินคล้ายคลึงกับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เนื่องจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมไทยมีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศมากมาย และภาคการเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่เขาเตือนเอเชียไม่ควรวางใจ หรือสบายใจกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
"หนี้ภาคครัวเรือนและสินเชื่อแบงก์อยู่ในระดับสูง อาจเป็นภาระถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ และเอเชียอาจติดกับดักความเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำลง ตรงข้ามกับระดับหนี้ของประเทศมีมากขึ้น (middle income country) ยกตัวอย่างการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย อาจขยายตัวได้เพียง 3%"
เอเชียอย่าหวังพึ่งสหรัฐ
นายนิวมานน์ บอกว่า ขณะที่ภาคครัวเรือนของไทยสะสมหนี้ไว้ในระดับสูง ผู้คนในภาคครัวเรือนอาจจะใช้จ่ายน้อยลง จนส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศในอนาคตได้
นอกจากนี้เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งขึ้น ภาวะเช่นนี้อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น และจะทำให้กลุ่มประเทศในเอเชียเจ็บปวดมากกว่าการที่เอเชียจะได้รับประโยชน์ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
โดยการส่งออกของเอเชียไปสหรัฐ ช่วยดึงเอเชียออกจากวิกฤติในช่วงหลังปี 2540 แต่ในรอบนี้สหรัฐไม่ได้นำเข้าสินค้ามากนักจากเอเชีย เนื่องจากภาคการผลิตของเอเชียค่อนข้างจะสูญเสียความสามารถแข่งขัน ไปให้กับภาคการผลิตของสหรัฐ
เขาอธิบายว่า การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในดินดาน (shale gas) ที่ค้นพบในสหรัฐและเป็นก๊าซธรรมชาติที่กำลังพัฒนา เพื่อให้เป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่นำมาใช้ได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสหรัฐมีพลังงานราคาถูกใช้ การค้นพบพลังงานใหม่ ช่วยให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทสหรัฐลดลง
นอกจากนี้บริษัทสหรัฐตอนนี้กลับมา มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการปรับโฉมตัวเองไปแล้ว หลังเกิดวิกฤติการเงินในปี 2551 อีกทั้งที่ดินราคาและอสังหาริมทรัพย์ถูกในสหรัฐ ยังช่วยให้ธุรกิจของสหรัฐมีต้นทุนต่ำ
ค่าจ้างสูงฉุดขีดแข่งขันเอเชีย
นายนิวมานน์ ยังกล่าวถึงต้นทุนเกิดจากค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นในเอเชีย โดยเฉพาะค่าจ้างในจีนและอินเดีย ยังจะทำให้บริษัทหลายแห่งในประเทศเอเชียเหล่านี้ สูญเสียความสามารถแข่งขันให้กับบริษัทสหรัฐ
เขากระตุ้นให้กลุ่มประเทศในเอเชียรวมไทยปฏิรูปเศรษฐกิจของตัวเอง ด้วยการพยายามเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพ ด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและตัดลดการให้เงินทุนอุดหนุนจากภาครัฐ
สำหรับประเทศไทย เขามองว่าการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น การเชื่อมโยงการขนส่งหรือโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน และการลงทุนด้านการศึกษา เพื่อผลิตวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ และไทยจำเป็นต้องตัดลดการให้ทุนอุดหนุนของรัฐบาลแก่ภาคเศรษฐกิจบางส่วน
ในระยะสั้นเขามองแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นผลจากสถานที่ตั้งของไทยใกล้ชิดกับกัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม ซึ่งมีการเติบโตของจีดีพีค่อนข้างสูง และในกรณีสหรัฐลดการใช้คิวอี ขณะที่สภาพคล่องสูง จากการใช้คิวอีของญี่ปุ่นบวกการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ช่วยให้ไทยจะยังคงได้รับประโยชน์จากภาวะดังกล่าว และอัตราการเติบโตของไทยในปีนี้อาจต่ำกว่า 5% แต่จะเร่งตัวขึ้นมาเป็น 6%ในปีหน้า









