ในทุกวันนี้ ดูเหมือนจะมีผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปเพียงไม่กี่รายที่ยังยิ้มได้ เพราะความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของสมาร์ทโฟน
กำลังทำให้ธุรกิจกล้องดิจิทัลคอมแพค ซึ่งเคยเป็นธุรกิจสำคัญหายไปจากตลาด และยิ่งไปกว่านั้น ความหวังที่ว่ายอดขายของกล้องรุ่นราคาแพงจะชดเชยการขาดทุนได้ กลับดูเหมือนจะไม่เป็นดังหวัง
ข้อมูลของไอดีซี แสดงให้เห็นว่า ยอดขายกล้องคอมแพคของ "แคนนอน" และ "นิคอน" ร่วงลงอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีที่ผ่านมาทั้ง 2 บริษัทมียอดขายในตลาดกล้องถ่ายรูปโลกโดยรวมอยู่ที่ 44%
สำหรับแคนนอน ซึ่งรายได้จากกล้องถ่ายรูปคิดเป็นสัดส่วน 40% ของรายได้โดยรวมของบริษัทนั้น มียอดขายกล้องคอมแพคในไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ลดลง 26% จากปีก่อนหน้า ขณะที่นิคอน ที่รายได้จากกล้องถ่ายรูปคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 78% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทนั้น มียอดขายลดลง 30% จากปีก่อนหน้า
ผลประกอบการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า กล้องที่มาพร้อมกับสมาร์ทโฟน กำลังทำให้กล้องคอมแพคกลายเป็นสินค้าล้าสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ข้างต้น ทำให้บรรดาผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปพากันฝากอนาคตของตัวเองไว้กับกล้องถ่ายรูปที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งเป็นรุ่นที่มุ่งเจาะกลุ่มตลาดบน ซึ่งแม้กล้องประเภทนี้จะมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ราคาที่แพง ทำให้มีส่วนต่างผลกำไรมากกว่ากล้องคอมแพคราว 15-25% แต่สิ่งที่น่าวิตกมากขึ้นไปอีกก็คือ ในไตรมาสที่ผ่านมานั้น ยอดขายของกล้องรุ่นราคาแพง ก็ลดลงไปเช่นเดียวกัน โดยของแคนนอนลดลง 4% ส่วนนิคอนลดลง 5%
ทั้งสองบริษัทแถลงว่า ยอดขายได้รับผลกระทบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่มียังแนวโน้มไร้เสถียรภาพ ทั้งธุรกิจในประเทศอื่นก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
นิคอน ระบุว่า ยอดขายในตลาดละตินอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น ไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ พร้อมปรับลดตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานในปีงบการเงินปัจจุบัน สิ้นสุด 30 มีนาคมปีหน้า ลงไป 23.5%
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผู้ผลิตกล้องอาจไม่ได้ตระหนักถึงความจริงในศักยภาพของตลาดกล้องราคาแพง พร้อมชี้ว่า เหล่าผู้ผลิตอาจจะรู้สึกถึงผลกระทบมากขึ้นไปอีก หากอุตสาหกรรมนี้ ตัดสินใจที่จะรับมือกับยอดขายที่น้อยเกินคาดของกล้องเปลี่ยนเลนส์ ด้วยการหั่นราคาขาย และลดส่วนต่างผลกำไรให้น้อยลง
ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของทั้งแคนนอน และนิคอน ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ราคาหุ้นของแคนนอนหายไปแล้วราว 1 ใน 10 ส่วนนิคอนหายไปมากกว่า 1 ใน 3 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สิ้่นหวังสำหรับยอดขายกล้องคอมแพค
ขณะข้อมูลของแฟคท์เซต ชี้ว่า ในปัจจุบัน ราคาหุ้นแคนนอนซื้อขายอยู่ในระดับสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์รายได้ช่วง 12 เดือนข้างหน้าถึง 12 เท่า ส่วนนิคอนอยู่ที่ 11.3 เท่า ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับราคาหุ้นโดยเฉลี่ยในดัชนีนิกเคอิ ที่ซื้อขายกันในระดับเฉลี่ยที่ 17 เท่า และหากยอดขายของกล้องระดับบนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็มีแนวโน้มที่จะเดินสู่ขาลงต่อเนื่อง









