วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินจำนำข้าวบาน7.6แสนลบ.แนะหั่นราคา

คลังเผยรัฐใช้วงเงินรับจำนำข้าวสะสมแล้วสูงถึง 7.6 แสนล้านบาท นักวิชาการแนะทางรอด ลดจำนำข้าวเหลือ 12,000 บาทต่อตัน เหลือแค่จำนำนาปี

นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังมีปัญหาเพิ่มมากขึ้นในด้านฐานะการคลังหลังจากมีการใช้เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการสูงมาก ประกอบกับการระบายสต็อกออกมาได้เล็กน้อยในราคาต่ำ เนื่องจากผลผลิตข้าวในตลาดโลกออกมาดี จึงมีการเคลื่อนไหวของตลาดน้อย

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากรัฐบาลดำเนินนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดมาตั้งแต่ฤดูกาลผลิต ปี 2554/55 จนถึงฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี 2555/56 ที่จำกัดปริมาณรับจำนำข้าวไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย รัฐบาลได้ใช้วงเงินสะสม สำหรับการรับจำนำจนถึงปัจจุบันแล้วประมาณ 7.6 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ที่ 5 แสนล้านบาท ตามที่ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังคุมวงเงินการใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบดังกล่าวภายในสิ้นปีนี้

"มีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่ กระทรวงการคลัง จะสามารถคุมกรอบวงเงินไว้ที่ 5 แสนล้านบาทได้ ตามที่ ครม. กำหนด เพราะว่าขณะนี้ได้ใช้วงเงินเกินไปแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท ยกเว้นแต่ว่า กระทรวงพาณิชย์ จะสามารถคืนเงินจากการระบายข้าวได้ ตามจำนวนดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปได้น้อยมาก แม้ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีสัญญาการขายข้าว แต่จะได้เงินก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบข้าวแล้วเท่านั้น"

งบบานปลายเกินกรอบวงเงิน

ทั้งนี้ มติ ครม.ได้กำหนดกรอบวงเงินจำนวน 5 แสนล้านบาท ในวงเงินดังกล่าวจะใช้เงินจาก 1.จากการกู้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันจำนวน 4.1 แสนล้านบาท ส่วนที่ 2.รัฐบาลกู้เงินจากสภาพคล่องธ.ก.ส.จำนวน 9 หมื่นล้านบาท

กรณีที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถระบายข้าว เพื่อนำเงินมาคืนเงินกู้ได้ทัน ครม.มีมติให้ธ.ก.ส.นำเงินสภาพคล่องไปสำรองใช้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ใช้เงินสำรองเป็นกรณีพิเศษแล้วจำนวน 1.6 แสนล้านบาท

เผยพาณิชย์คืนเงินแค่ 1.14 แสนล้าน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้คืนเงินจากการระบายข้าว เพื่อมาชำระหนี้แล้วจำนวน 1.14 แสนล้านบาท จากวงเงินที่จะคืน 2.2 แสนล้านบาทในปีนี้

เงินที่กระทรวงพาณิชย์คืนมาดังกล่าว ได้ใช้หนี้คืนให้แก่ธ.ก.ส.จำนวน 9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 2.4 หมื่นล้านบาท ได้นำมาชำระหนี้เงินกู้ที่คลังค้ำประกัน ทำให้มีวงเงินที่จะกู้เพื่อนำมาใช้ในโครงการนี้ รวมกับวงเงินที่ยังไม่ได้กู้อีก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 3.9 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับวงเงินที่ครม.อนุมัติให้นำวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำผลผลิตการเกษตรอื่น อีกประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำรวม 8.6 หมื่นล้านบาท

เผยรอบปี2555/56ใช้เงินแล้ว31แสนล้าน

สำหรับผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ในฤดูกาลผลิต ปี 2555/56 ขณะนี้ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการรับจำนำข้าว ในฤดูกาลผลิตดังกล่าวไปแล้วจำนวนประมาณ 21 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 3.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การรับจำนำข้าวนาปีจำนวน 15.03 ล้านตัน เป็นเงิน 2.3 แสนล้านบาท และ ข้าวนาปรังจำนวน 5.4 ล้านตัน เป็นเงิน 8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดกรอบในการรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิต ปี 2555/56 ไว้ที่ 22 ล้านตัน เป็นเงิน 3.4 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงคาดว่า การรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิตดังกล่าว ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงเดือนพ.ย. นี้ จะอยู่ในกรอบที่กำหนดทั้งในแง่จำนวนเงินและจำนวนข้าว

สำหรับความคืบหน้าของการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำที่มี นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ยังไม่สามารถปิดบัญชีโครงการได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของสต็อกข้าวจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รวมถึงข้อมูลการระบายข้าว ทำให้เกิดความล่าช้าในการปิดบัญชีโครงการ

เผยข้าวหายจากสต็อก 1 ล้านตัน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานเกี่ยวกับผลการตรวจสต็อกข้าวทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลสรุปเบื้องต้น ปรากฏว่า มีข้าวที่หายไปจากสต็อกรวมประมาณ 1 ล้านตัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า มีข้าวค้างสต็อกที่ยังไม่ได้รายงานต่อคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการอยู่จำนวน 2.9 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขสต็อกข้าวที่หายไปนี้ คงจะต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง


สมพรชี้รัฐใช้เงิน50%ของจีดีพีเกษตร

นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจทีวี" กรณีสื่อต่างประเทศหลายรายเริ่มตั้งคำถามกับโครงการรับจำนำข้าว จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไปไม่ถึงมือชาวนาระดับรากหญ้า ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านอัตราการตีพิมพ์ข่าวสารของต่างชาติ เรื่องจำนำข้าวมากเป็นพิเศษ โดยส่วนใหญ่ห่วงความสูญเสียจากโครงการ ที่จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อเสนอส่วนใหญ่ให้เร่งระบายออก เพราะหากข้าวเก็บไว้เกิน 2 ปีจะมีปัญหาคุณภาพ ราคาจะลดต่ำลงไปอีก สร้างความเสียหายทางด้านการคลังมากขึ้นไปอีก

"จีดีพีภาคเกษตรมีจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินไปแล้ว 6.5 แสนล้านบาท เกิน 50% จีดีพีของภาคเกษตรไปแล้ว หากยังระบายไม่ได้ ภาระหนี้สินจะมากขึ้น และจะดึงทรัพยากรของประเทศมาอยู่ที่ข้าว ทำให้การลงทุนด้านอื่นจะด้อยไป เช่นการศึกษา การลงทุนโครงสร้าง ดังนั้นจะต้องลดราคาจำนำลงมาก เพราะปัจจุบันขาดทุนอยู่ตันละ 9,000- 10,000 บาท"

แนะกดราคาเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน

นายสมพร เห็นว่า ราคารับจำนำที่เหมาะสม อยู่ประมาณ 11,000-12,000 บาทต่อตัน เพื่อไม่ให้ความสูญเสียขยายไปอีก จะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อให้สามารถระบายออกได้ ทั้งนี้ต้นทุนชาวนาในเขตชลประทาน 7,000-8,000 บาท ขณะเดียวกันการจำกัดการจำนำต่อครัวเรือน ถือเป็นเรื่องดีต่อชาวนายากจน และเปิดให้กลไกตลาดทำงานได้บ้าง และหากสามารถลดเหลือจำนำแค่นาปี ก็จะช่วยลดความเสียหายได้มาก ซึ่งปัจจุบันชาวนาอีสาน ผลิตได้เพียงฤดูกาลเดียวอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ มีสื่อต่างประเทศอย่างน้อย 2 ราย คือ นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ และหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้ลงบทความเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวไทย โดยอีโคโนมิสต์ ระบุว่า รัฐบาลไทยที่ได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ และยังคงยึดติดอยู่กับนโยบายที่ย่ำแย่และมีราคาแพง ที่มีส่วนช่วยให้รัฐบาลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แต่ปัจจุบันได้สร้างความเสียหายให้กับทั้งสถานะทางการเงินของรัฐบาล และเศรษฐกิจโดยรวม และยังระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้กำหนดนโยบายเกือบทั้งหมดของรัฐบาลมาจากแดนไกล

ขณะที่ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไปไม่ถึงมือชาวนาระดับรากหญ้า มีแต่ชาวนาระดับกลาง และฐานะร่ำรวยเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้