โบรกฯมองแนวโน้มหุ้นไทยผันผวน แนะเกาะติดผลประกอบการบจ.-การเมือง เปิดโผ 10 หุ้นเด็ด รับอานิสงส์มาตรการกะตุ้นศก.
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดและอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ให้ 4.5% จึงควรมีมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน มาตรการด้านการลงทุนเอกชน มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการด้านการส่งออก โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งสนับสนุนทางภาษีจากการจัดสัมมนาในประเทศโดยหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าและสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานสำหรับภาคครัวเรือนส่วนหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL)
ด้านการลงทุนภาคเอกชน มาตรการภาษีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ หักค่าเสื่อมอัตราเร่งที่ 50%มูลค่าทรัพย์สินในปีแรก หุ้นได้ประโยชน์ได้แก่ หุ้นโฮมโปรดักส์ (HMPRO) และหุ้นบริษัทโกลบอล (GLOBAL)
ขณะที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานผ่านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนBOI และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รายเล็ก และรายย่อย หุ้นที่ได้ประโยชน์ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ เร่งรัดการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2556 เพื่อให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว หนุนการใช้จ่าย ด้านการส่งออก เร่งส่งเสริมการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศสมาชิกอาเซียน หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ หุ้นซีพี ออลล์ (CPALL) หุ้นบิ๊กซี (BIGC) สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดทำวีซ่าประเภทเข้าออกหลายครึ่ง หุ้นที่ได้ประโยชน์ได้แก่ หุ้นการท่าอากาศยาน (AOT) หุ้นการบินไทย (THAI) หุ้นเอวิเอชั่น (AAV)
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ (9 ส.ค.) ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดปิดตลาดที่ 1,432.25 จุด ลดลง 14.91 จุด คิดเป็น 1.03 %มูลค่าการซื้อขายรวม 3.12 หมื่นล้านบาท
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมากังวลกับปัจจัยภายนอกอีกครั้งในเรื่องการลดมาตรการ คิวอี ของสหรัฐฯที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเริ่มในเดือน ก.ย. หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯดูดีขึ้นในหลายๆ ด้าน และแรงขายต่อเนื่องจากต่างชาติ ทำให้ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดลดลงแรง
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ภาพรวมการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลง เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนได้ขายหุ้นเพื่อทำกำไร ประกอบกับเป็นช่วงหยุดยาวติดต่อกันเนื่องจากเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ทำให้บรรยากาศการลงทุนค่อนข้างเบาบาง นอกจากนี้ยังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ
"ตอนนี้ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน เนื่องจากตลาดในภูมิภาคค่อนข้างผันผวนเช่นกัน และเป็นช่วงก่อนหยุดยาวสามวันติดต่อกัน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยระหว่างวันต่อไป ซึ่งปัจจัยที่ควรต้องติดตาม คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ และสถานการณ์การเมืองในประเทศ" นักวิเคราะห์กล่าว









