วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บาท-หุ้น' ขานรับการเมืองคลี่คลาย

ตลาดหุ้น-ค่าเงินบาทขานรับสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง นักวิเคราะห์ชี้ผลดีระยะสั้น ด้านรัฐบาลเตรียมยกเลิกใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯก่อนกำหนดวันนี้

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาท ปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง ขณะที่ รัฐบาลเตรียมยกเลิกการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ก่อนกำหนดเวลาที่ประกาศไว้ระหว่างวันที่ 1-10 ส.ค. ในพื้นที่เขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร (กทม.)

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (8 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยปิดที่ 1,447.126 จุด เพิ่มขึ้น 17.17 จุด หรือ 1.20% มูลค่าการซื้อขาย 3.88 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนยังขายสุทธิต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า โดยมียอดขายสุทธิถึง 3,398.82 ล้านบาท

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นปรับเพิ่มขึ้น เพราะการเมืองภายในประเทศ เริ่มคลี่คลาย ภาพรวมขณะนี้สะท้อนว่า น่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนการพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในสภานั้น ยังต้องติดตามต่อในระยะยาว ซึ่งอาจจะกดดันบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่คงไม่มากนัก

ทั้งนี้ ประเมินว่า นักลงทุนส่วนมากต้องการรับรู้ปัจจัยการเมืองในเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจมากกว่า อาทิ พ.ร.บ. เงินกู้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 มาตรการ ว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนปัจจัยภายนอก ยังไม่เข้ามากดดันหุ้นไทยมากนัก แต่เชื่อว่าช่วงวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ จะเริ่มกดดันตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นวันประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า จะชะลอมาตรการคิวอี หรือไม่ จึงแนะนำให้นักลงทุนลงทุนในหุ้นที่ผลประกอบการจะออกมาดี อาทิ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

"ระดับดัชนีที่ 1,450 จุด นี้ เป็นระดับที่สมเหตุสมผล ในภาวะที่ประเทศมีแรงกดดันทางการเมือง เศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจต่างประเทศ ที่ผ่านมา หุ้นไทยปรับลดลงรับข่าวต่างๆ แต่ก็ปรับฐานขึ้นมาได้ จากนี้ไปต้องติดตามปัจจัยเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศใกล้ชิด แต่ระยะนี้ น่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ อยู่"

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรง จากความคลายกังวลปัญหาทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา ปรับลงแรงจากการประเมินว่าจะเลวร้ายมาก แต่เมื่อไม่มีเหตุรุนแรง ดัชนีก็ปรับขึ้น

"ความกังวลเรื่องการเมืองยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไป จนกว่าจะมีความชัดเจน"

แนวโน้มดัชนีน่าแกว่งตัวอยู่ในกรอบระดับ 1,450-1,460 จุด ซึ่งหากดัชนีมาอยู่ในระดับ 1,450 มองว่าเป็นจุดที่นักลงทุนจะหาหุ้นพื้นฐานดีเพื่อลงทุน เช่น หุ้นในกลุ่มสื่อสาร และวัสดุก่อสร้าง

บาทแข็งตามภูมิภาค-คลายกังวลการเมือง

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (8 ส.ค.) แข็งค่าขึ้น โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาคที่ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ความกังวลต่อปัจจัยการเมืองในประเทศลดลง

ค่าเงินวอนเกาหลีใต้และเงินบาท นำสกุลเงินเอเชียแข็งค่า ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลการค้าที่แข็งแกร่งของจีน ช่วยคลายวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีน

การส่งออกของจีน เพิ่มขึ้น 5.1% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่การนำเข้า เพิ่มขึ้น 10.9% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ถึงกว่า 5 เท่า

ช่วงปิดตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.25/27 จาก 31.34/41 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.23/25 จาก 31.36/39 จากช่วงเช้า

"ค่าเงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับเงินภูมิภาค การเมืองยังไม่มีอะไร ก็หนุนค่าบาทให้ดูดีขึ้นมาในช่วงสั้น" นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าว

แต่การแข็งค่าของเงินบาทจะยังอยู่ในกรอบที่จำกัด เพราะว่าปัจจัยเรื่องการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ จะยังคอยกดดัน ทำให้เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะถูกทำกำไร และมีแรงซื้อดอลลาร์กลับเข้ามา

รัฐบาลเลิกใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯ วันนี้

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองภายหลังจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จนไม่เกิดความวุ่นวายใดๆ ส่วนการพิจารณาต่อไปก็คงต้องรอการสรุปประเมินสถานการณ์จากผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.ศอ.รส.) และจะรายงานมาให้ทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวโน้มไม่น่าจะมีการประกาศขยายเวลาเพิ่มใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ถ้าประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร การขยายเวลาประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ไม่น่าจะมี ส่วนตัวเห็นว่าแนวโน้มอาจจะประกาศยุติเร็วขึ้นด้วยซ้ำ เพราะจนถึงขณะนี้สถานการณ์ของม็อบก็ยังไม่มีท่าทีอะไรน่าเป็นห่วง

ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งไปรอส่งนายกรัฐมนตรีขึ้นรถไฟเดินทางไปหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ได้รายงานสถานการณ์การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว โดยส่วนตัวอยากให้ยกเลิกการประกาศใช้ แต่ต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าควรจะเปิดเส้นทางในบางเส้นเพื่อให้ประชาชนสัญจรได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งต้องมีการหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะเป็นเส้นทางใดบ้าง แต่หากมีการชุมนุมรอบใหม่ในช่วงของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ในวาระ 2-3 ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าจะออกมาอีก ก็จะต้องมีการพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ อีกครั้ง

"การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่ผ่านมาไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก การมีกฎหมายไว้รองรับต่อสถานการณ์ย่อมส่งผลดีต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง" ผบ.ตร. กล่าว

ต่อมา พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังปิดสภาว่าขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว โดยจะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ประกาศยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในวันที่ 9 ส.ค. นี้ ซึ่งจะมีผลทันที โดยจะเปิดเส้นทางการจราจรรอบทำเนียบ รวมถึงบริเวณใกล้เคียงหมดแล้ว พร้อมกับปรับลดกำลังในหลายจุด แต่ยังคงไว้แค่ที่รัฐสภาเท่านั้น

"การชุมนุมที่สวนลุมพินี ก็มีการเฝ้าดูตามปกติ เพราะถือว่าเป็นสิทธิในการชุมนุม แต่ต้องไม่มีอาวุธและละเมิดสิทธิของผู้อื่น"

ผู้การจราจรสั่งเปิดถนน 2 สายหลัก

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวว่า บช.น.ได้สั่งเปิดการจราจรบนถนน 2 เส้นทางหลัก คือ 1.ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกพาณิชย์ ถึง สวนมิสกวัน และแยกวังแดง 2.ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่แยกสวนมิสกวัน ถึง แยกมัฆวาน เพื่อคืนผิวการจราจรให้แก่พี่น้องประชาชน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันที่ 8 ส.ค.

ส่วนถนนราชวิถี ถนนพิชัย และถนนอู่ทองใน ยังคงปิดการจราจรเหมือนเดิม หากสถานการณ์เรียบร้อยจะได้พิจารณาเปิดการจราจรต่อไป

กสม.แถลงจี้รัฐเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

วันเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง กรณีมีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนอันเกิดจากการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง และการดำเนินการของกระบวนการทางนิติบัญญัติในการตรากฎหมายนิรโทษกรรม โดยแยกเป็น 4 ประเด็น กล่าวคือ

1.การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ของรัฐบาล เห็นว่า การที่รัฐบาลใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ต่อผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป เช่น การจำกัดพื้นที่ในการเดินทาง หรือการจำกัดช่องทางในการติดตามข้อมูลข่าวสาร เป็นมาตรการที่มีผลเป็นการละเมิดและยับยั้งการใช้สิทธิและเสรีภาพและลิดรอนการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งไม่สามารถกระทำได้

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาตรา 15 พบว่า การให้อำนาจรัฐบาลในการประกาศใช้กฎหมายนี้ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่เป็นเวลานาน ทั้งไม่สามารถแก้ได้ด้วยอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่ตามปกติ แต่การชุมนุมของประชาชนหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น จึงเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็น และเกินสมควรแก่เหตุ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทันที

ฟันมือโพสต์ปฏิวัติเป็นการคุกคาม

2.การใช้อำนาจรัฐที่มีลักษณะคุกคามต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ดังเช่นกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐจะเรียกตัว นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และผู้ที่โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียในลักษณะจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร มาดำเนินคดีตามความผิดฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญานั้น การดำเนินการในเรื่องนี้ต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานแห่งความชอบธรรม สมเหตุสมผล และมีความยุติธรรม เพื่อให้เป็นไปในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แนะชะลอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

3.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เห็นว่ามีความละเอียดอ่อนต่อการดำเนินการตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อาจนำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของรัฐ และบุคคลที่มีส่วนสร้างสถานการณ์ความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายของผู้อื่น อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก็ได้มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งกำลังพิจารณาในที่ประชุมสภาอาจเป็นการไม่ชอบ

ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการทางนิติบัญญัติสมควรพิจารณาข้อเรียกร้องที่ให้มีการชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว แล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างกว้างขวางและทั่วถึง อันนำไปสู่การลดเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นของสังคมและประชาชนในชาติในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย

4.กรณีการงดการถ่ายทอดสดการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ของสภาผู้แทนราษฎรทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 NBT นั้น กสม.เห็นว่า กรณีนี้เป็นความจำเป็นที่มีประชาชนให้ความสนใจติดตามการดำเนินการของกระบวนการนิติบัญญัติของประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสมควรจัดให้มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ให้กว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่าย

สหภาพรถไฟจ่อร่วมม็อบโค่นทักษิณ

ที่สวนลุมพินี นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) แถลงว่า มีข้อสรุป 2 เรื่อง คือ 1.มวลชนที่ร่วมต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีตหลายกลุ่มได้แจ้งมาว่ายินดีกลับเข้ามาร่วมชุมนุมกับ กปท. อาทิ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในต่างจังหวัด มวลชนเครือข่ายผู้เดือดร้อนที่ดิน หนี้สิน หรือสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สหภาพรถไฟ ซึ่งมาในนามบุคคล และ 2.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น พรรคร่วมรัฐบาลได้ใช้เสียงข้างมากปิดปากการทำหน้าที่ จึงไม่สามารถไว้วางใจให้สภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อไปได้

ส่วนการย้ายเวที หากยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นั้น เป็นอีกหนึ่งข้อหารือของแกนนำในขณะนี้ จึงต้องดูว่าวันที่ 10 ส.ค. รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร โดยทางแกนนำจะหารือถึงการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เพิ่มเติม