กรมเจ้าท่า เตรียมเพิ่มระเบียบปฏิบัติในการขนถ่ายน้ำมันดิบกลางทะเล ขณะที่พีทีทีจีซีเสนอขอเปิดใช้ทุ่นขนถ่ายน้ำมันตามเดิม
นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า และประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) เปิดเผยวันนี้ (7 ส.ค.) ว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้เสนอเรื่องขอทำการขนถ่ายน้ำมันที่ทุ่นรับน้ำมันดิบมาบตาพุด ซึ่งเป็นทุ่นเกิดเหตุน้ำมันรั่วที่ผ่านมา โดยกรมเจ้าท่าจะได้เข้าไปตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์เพื่อพิจารณาว่าจะให้ขนถ่ายน้ำมันได้หรือไม่ คาดว่าจะทราบผลการอนุมัติภายในวันที่ 7-8 ส.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม กรมเจ้าท่าจะเพิ่มระเบียบในการปฏิบัติงานขนถ่ายน้ำมัน เพื่อป้องกันเหตุน้ำมันรั่วซ้ำรอยเดิม เช่น เพิ่มจำนวนเรือเฝ้าระวังขณะขนถ่ายน้ำมันเป็น 2 ลำ จากเดิม 1 ลำ เพื่อให้เฝ้าตรวจสอบหากเกิดน้ำมันรั่วจะได้ทราบและแก้ไขได้ทันที รวมทั้งจะให้วางทุ่นกักน้ำมัน (Boom) รัศมีห่างจากทุนรับน้ำมันประมาณ 50 เมตร เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากน้ำมันรั่วจะได้ควบคุมพื้นที่ไม่ให้กระจายออกไป
"ผมเห็นว่าการขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีความจุถึง 1.5 แสนตัน กับทุ่นรับน้ำมันดิบจะมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้เรือขนาดเล็กไปขนถ่ายน้ำมันจากเรือใหญ่ และต้องขนถ่ายน้ำมันจากเรือเล็กไปยังชายฝั่ง เท่ากับว่าเกิดความเสี่ยง 2 ครั้ง ซึ่งหากเกิดน้ำมันรั่วบริเวณชายฝั่งจะไม่สามารถกำจัดคราบน้ำมันได้เหมือนกลางทะเล และน้ำมันจะเข้าฝั่งทันที" นายศรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ามาตรการที่กรมฯ กำหนดระเบียบปฏิบัติการขนถ่ายน้ำมัน เป็นมาตรการที่ป้องกันความเสี่ยงอย่างรอบคอบ รวมทั้งยังได้ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ปัญหาน้ำมันรั่วก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก
นายศรศักดิ์ กล่าวถึงการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบว่า ภายในสิ้นเดือนส.ค.นี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ชาวประมง น่าจะได้รับเงินชดเชยก่อน ส่วนผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ค้าของชำร่วย ผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดเล็ก และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างรวบรวมผลกระทบ ซึ่งผู้ประกอบการเองก็ยังไม่ได้รวบรวมตัวเลข ขณะที่กรมฯจะเสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการ กปน.พิจารณาแบบฟอร์มแจ้งความเสียหาย เพื่อให้สะดวกในการรวบรวมในวันที่ 13 ส.ค.นี้ด้วย
"จากการหารือกับผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ พอใจในการเก็บคราบน้ำมันที่อ่าวพร้าว แต่เป็นห่วงเรื่องการสร้างความมั่นใจ การเปิดอ่าวพร้าว และความปลอดภัยในการเล่นน้ำ ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างติดตามและตรวจวัด ซึ่งจะทราบผลในวันที่ 13-14 ส.ค.นี้ และจะยังติดตามตรวจวัดคุณภาพน้ำ ทราย และอากาศบริเวณเกาะเสม็ด และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นระยะสูงสุด 1 ปี" นายศรศักดิ์ กล่าว









