วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นยึดประกันไทยลุยเออีซี

ญี่ปุ่นร่วมทุน 3 บริษัทประกันชีวิตของไทย กรุงเทพประกันชีวิต-ไทยสมุทรประกันชีวิต และไทยประกันชีวิต หวังรุกตลาดเออีซี

จากการสำรวจภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของไทยในระยะนี้ พบว่า มีความคึกคักต่อเนื่อง โดยพบกลุ่มทุนญี่ปุ่นทั้งผู้ถือหุ้นเดิม และกลุ่มทุนใหม่ ถือครองหุ้นบริษัทประกันไทย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท นิปปอน ไลฟ์ อินชัวรันส์ ซึ่งเป็นบริษัทประกันอันดับ1 ของญี่ปุ่น เข้ามาถือหุ้นในกรุงเทพประกันชีวิต โดยถือผ่าน MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A. สัดส่วน 24.39% บริษัท ไดอิจิ มิลชวลไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทประกันชีวิตอันดับ 3 ของญี่ปุ่นถือหุ้นไทยสมุทรประกันชีวิตกว่า 24% และล่าสุด บริษัท เมจิ ยาซึดะ ไลฟ์อินชัวรันส์ ประกันชีวิตอันดับ 2 ของญี่ปุ่น เข้าถือหุ้นไทยประกันชีวิต 15% วัตถุประสงค์ของการเข้ามาลงทุนครั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมบุกตลาดเออีซีที่จะเปิดอีก 2 ปีข้างหน้า

นายอภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณีที่เมจิ ยาซึดะ ไลฟ์อินชัวรันส์ บริษัทประกันชีวิตอันดับ2 ของญี่ปุ่น เข้ามาถือหุ้นในบริษัทไทยประกันชีวิต 15% ในฐานะผู้บริหาร ยอมรับว่า การเข้ามาถือหุ้นเป็นเรื่องของกลุ่มผู้ถือหุ้น แต่สิ่งที่บริษัทกำลังดำเนินการคือ เตรียมขยายการลงทุนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเออีซี ซึ่งบริษัทมีคณะทำงานเรื่องนี้โดยตรง จากนี้ไปต้องขึ้นอยู่กับการหาวิธีการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ล่าสุดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานในลาว และพม่า แล้ว ซึ่งจากนี้ไป เมจิฯก็จะส่งคนเข้ามาดูงานที่ไทยประกัน ขณะที่คนไทยประกันก็จะไปดูงานที่เมจิฯ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

"เมจิฯมีประสบการณ์เรื่องการลงทุนในต่างประเทศ เราจะอาศัยเรื่องการขยายการลงทุนไปยัง เออีซีด้วย เวลาเขาลงทุนต่างประเทศ เขาก็อยากได้พาร์ทเนอร์ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงทุน เขาก็ต้องดูแล้วว่าเลือกใครเป็นพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่เราก็เลือกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุด"

เขากล่าวว่า สิ่งที่ไทยประกันจะได้รับจาก เมจิฯ คือ แนวความคิด เพื่อมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับคนไทย เพราะเมจิฯมีประสบการณ์ด้านประกันชีวิตมามากกว่า 130 ปี ทำให้บริษัทน่าจะได้โยชน์หลายๆ อย่าง มาประยุกต์ใช้ได้ ล่าสุดบริษัทได้ทำการสื่อสารภายในให้กับผู้บริหารฝ่ายขายได้รับทราบแล้ว ถึงการมีพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็นญี่ปุ่นแล้ว จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

"ญี่ปุ่นจำเป็นต้องขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เพราะ YIELD ในประเทศต่ำ การไปลงทุนต่างประเทศได้ YIELD ที่สูงกว่า การที่เขามาลงทุนในไทยประกันชีวิต จึงถือว่าเป็นไปตามนโยบายการลงทุนต่างประเทศของเขา และเขาก็มองแล้วว่าถ้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ นั่นหมายความว่าเขาต้องเห็นศักยภาพในการเติบโตของประกันชีวิต เพราะเขามีประสบการณ์มาตั้ง130 ปี และเราก็จะนำประสบการณ์ของเขาบุกเออีซี เช่นกัน"

ส่วนนางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต กล่าว่า การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในไทย และภูมิภาคเอเชียในบางประเทศมีการเติบโตที่ดีมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก ส่วนบริษัทไดอิจิ มิลชวลไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทประกันชีวิตอันดับ3 ของญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้น ในไทยสมุทรประกันชีวิตประมาณกว่า 24% นั้นได้ใช้นโยบายขยายการลงทุนเพื่อไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ล่าสุด ไดอิจิฯก็ได้เทคโอเวอร์บริษัทประกันรายหนึ่งในอินโดนีเซีย สำหรับในภูมิภาคเออีซี บริษัทก็กำลังศึกษาและเตรียมวางแผนการขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน โดยอาศัยประสบการณ์ของไดอิจิฯ ที่มีประสบการณ์การลงทุนมาเป็นแบบอย่างในการรุกตลาดภูมิภาคเออีซี

นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต กล่าวถึวกรณีที่กลุ่มเมจิ ยาซึดะ ไลฟ์ อินชัวรันส์กลุ่มทุนจากญี่ปุ่นเข้าถือหุ้นในบริษัท ไทยประกันชีวิต 15% นั้นเชื่อว่า จะไม่กระทบกับการแข่งขันในธุรกิจประกันชีวิตมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจนี้มีจำนวนผู้เล่นจำนวนมาก รวมถึงธุรกิจจากต่างชาติก็เข้ามาแข่งขันอยู่แล้ว แม้จะมีคู่แข่งเพิ่มแต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในส่วนของบริษัทมีกลุ่ม นิปปอนไลฟ์ อินชัวรันส์ ถือหุ้นอยู่ 24.39%

นายเรืองศักดิ์ ปัญญาบดีกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ อาวุโส สายการตลาด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต เสริมว่า บริษัทนิปปอน ไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทประกันชีวิต อันดับ1 ของญี่ปุ่น เข้ามาถือหุ้นในบริษัทนาน 10 ปี สไตล์การลงทุนของญี่ปุ่นคือเมื่อร่วมลงทุนกับใครแล้วก็จะลงทุนนาน บวกกับวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเป็นคนในภูมิภาคเอเชีย ด้วยกัน ทำให้เข้าใจกันได้ง่ายกว่าต่างชาติในกลุ่มภูมิภาคอื่นๆ ส่วนการขยายการลงทุนไปภูมิภาคเออีซี กำลังศึกษาโดยร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่นต่อเนื่อง เพราะมีประสบการณ์ด้านการลงทุนในตลาดต่างประเทศมากกว่า และมีเงินทุนที่หนาอีกด้วย