ทีจียกเครื่อง 'ครัวการบิน' หวังดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 5 ปี
ครัวการบินเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพารายได้ จากการให้บริการผู้โดยสารเป็นหลัก เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ ในธุรกิจการบิน จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานค่อนข้างสูง เพราะรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารจะผันแปรตามฤดูกาล และมีความอ่อนไหวต่อสภาวะแวดล้อมสูง จึงต้องหาแนวทางลดความเสี่ยงจากความผันผวนดังกล่าว และเพิ่มช่องทางการหารายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรักษาระดับผลกำไรขององค์กร
เรืออากาศโทสุรพล อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ธุรกิจครัวการบินมี 2 ส่วนหลัก คือ 1.การผลิตอาหารเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารสายการบิน ซึ่งปัจจุบันครัวการบินมีสายการบินลูกค้าจำนวน 65 สายการบิน และในเร็วๆ นี้ จะมีลูกค้าเพิ่มอีก 2 ราย คือ สายการบินนอร์วีเจียน แอร์ไลน์ส และ สายการบินเอเชีย แอตแลนติก โดยการให้บริการส่วนนี้ถือเป็นบริการหลัก มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 70%
2.การผลิตอาหารเพื่อให้บริการภาคพื้น (On Ground) มีสัดส่วนรายได้ 30% ประกอบด้วยบริการ 3 ส่วน คือ 1.ธุรกิจเบเกอรี่ ภายใต้ชื่อ Puff & Pie 2.ภัตตาคารการบินไทย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในท่าอากาศยาน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และ กระบี่ และ 3.ธุรกิจบริการจัดเลี้ยง โดยธุรกิจทั้ง 2 ส่วนนี้ สร้างรายได้ให้ฝ่ายครัวการบิน เฉลี่ยปีละกว่า 6 พันล้านบาท
"การผลิตอาหารให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ยังคงเป็นรายได้หลักอยู่ในขณะนี้ แต่แนวโน้มในอนาคตไม่น่าเติบโตมากนัก แม้จะมีสายการบินเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินเช่าเหมาลำ ซึ่งแน่นอนว่า สายการบินเหล่านี้ไม่ใช้บริการครัวการบินไทย"
นอกจากนั้น ครัวการบินยังได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท และราคาวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของครัวการบินเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไม่สามารถปรับเพิ่มราคาขายได้ จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อรักษาระดับผลกำไรของธุรกิจ
ทั้งนี้ ครัวการบินอยู่ระหว่างปรับปรุงการให้บริการ On Ground ทั้ง 3 ส่วน เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรเพิ่มขึ้น โดยรายได้จากบริการส่วนนี้ต้องมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50% เพราะเป้าหมายหลักใน 5 ปีนับจากนี้คือการนำธุรกิจ On Ground แยกออกจากหน่วยธุรกิจครัวการบิน เพื่อมาจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับการปรับปรุงบริการ On Ground จะเริ่มจากธุรกิจเบเกอรี่ Puff & Pie ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการ Re-Brand และจะรุกขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยครัวการบินได้เช่าพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งร้าน Puff & Pie ให้ครบ 150 แห่งภายใน 3 ปี โดยคาดว่าสิ้นปี 2556 จะจัดตั้งได้ 20 แห่ง หลังจากนั้นจะทยอยจัดตั้งให้ครบตามเป้าหมาย ซึ่งพื้นที่ร้าน Puff & Pie ในสถานีบริการ ปตท. จะเป็นพื้นที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เคยเช่ามาก่อน และร้าน Puff & Pie ในสถานีบริการ ปตท. จะมี 3 รูปแบบ คือร้าน Take away ร้านกาแฟ และร้านอาหาร ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ครัวการบิน ยังขยายช่องทางธุรกิจของร้าน Puff & Pie ไปยังวัดต่างๆ โดยให้บริการอาหารกล่องในงานศพ เริ่มจากวัดธาตุทองและวัดเทพศิรินทร์ โดยผู้ใช้บริการวัดทั้ง 2 แห่งนี้ สามารถสั่งอาหารกล่อง Puff & Pie ผ่านวัดได้ทันที จากเดิมที่ต้องติดต่อครัวการบินโดยตรง
ส่วนธุรกิจภัตตาคารการบินไทยนั้น ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้ผู้ใช้บริการภัตตาคารการบินไทยในท่าอากาศยานต่างๆ ลดลง จึงต้องปรับรูปแบบการให้บริการในปัจจุบันให้เป็นแบบ Self services มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องพิจารณาทำเลที่ตั้งใหม่นอกเหนือจากพื้นที่ในท่าอากาศยาน เพื่อจัดตั้งภัตตาคารการบินไทย และรูปแบบการให้บริการต้องแตกต่างจากในปัจจุบัน
ปัจจุบันครัวการบินอยู่ระหว่างการเจรจาขอเช่าพื้นที่บริเวณซอยนานา คาดว่าจะจัดตั้งภัตตาคารการบินไทยโฉมใหม่แห่งแรกได้ภายในปี 2557 สาเหตุที่เลือกทำเลบริเวณซอยนานา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความคึกคักและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก และการบินไทยยังมีแผนจัดตั้งภัตตาคารในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ เช่นเดียวกับร้านอาหารชื่อดังอื่นๆ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะอาหารของครัวการบินได้รับการยอมรับทั้งในด้านคุณภาพ รสชาติ และ มาตรฐานด้านความสะอาด
"จุดแข็งของครัวการบิน คือ การให้บริการแบบสายการบิน ภัตตาคารการบินไทยโฉมใหม่จึงต้องเป็นเหมือน Airline club ขายบรรยากาศ ให้บริการในลักษณะเดียวกับที่ให้บริการผู้โดยสาร First class ซึ่งเป็นจุดขายที่แตกต่างจากร้านอาหารอื่นๆ ผมมั่นใจว่าภัตตาคารการบินไทยโฉมใหม่สามารถแข่งขันกับร้านอาหารดังๆ ได้อย่างแน่นอน"
สำหรับบริการธุรกิจบริการจัดเลี้ยงนั้น ถือเป็นธุรกิจที่มีอนาคตและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เพราะตลาดยังกว้าง โดยเฉพาะกลุ่ม Upper level โดยครัวการบินจะรุกตลาดจัดเลี้ยงอย่างจริงจัง รวมทั้งจะพิจารณาขายธุรกิจบริการซักรีด เพราะมีความพร้อมในด้านเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และธุรกิจนี้ยังมี Margin สูงถึง 30%
นอกจากนั้น ครัวการบินยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการขยายธุรกิจการบินไปยังต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศลาว พม่า และเนปาล เพื่อจัดตั้งครัวการบินในประเทศเหล่านี้ เพราะครัวการบินมีความพร้อมทั้งในด้านประสบการณ์และเทคโนโลยี ซึ่งการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ครัวการบินตั้งเป้าหมายว่า จะมีรายได้ 6,587 ล้านบาท และมีกำไร 650 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งมีรายได้ 6,294 ล้านบาท และมีกำไร 638 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2554 มีรายได้ 6,030 ล้านบาท และ มีกำไร 472 ล้านบาท โดยสาเหตุที่กำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น









